Nine Temples Trip 2011

posted on 20 Jan 2011 17:07 by chadiouschamp in talk-xp
 
กิจกรรมยอดฮิตของคนไทยในช่วงปีใหม่นั้นคือการไปไหว้พระ ทำบุญ ตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา ฯลฯ แต่ถ้ายิ่งให้ศักดิ์สิทธิ์และดูมีการทำกิจกรรมมากกว่านั้น ก็คงจะเป็น "การไหว้พระ 9 วัด" อย่างแน่นอน! ซึ่งผมก็ตามกระแสนี้ไปด้วยเช่นกัน 
 
การไหว้พระ 9 วัดนี้สำคัญไฉน? ความจริงแล้วการทำบุญไหว้พระนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานอยู่แล้ว แต่ไม่นานมานี้เราก็เพิ่งมาจัดโปรแกรมไหว้พระ 9 วัด ทำมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้คนไทยได้เข้าวัดทำบุญทำทานกันมากขึ้น แถมยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจและจิตใจของคนไทยทั้งหลายไปพร้อมๆ กัน แล้วทำไมต้อง 9 วัด? ก็เพราะเลข 9 นั้นเป็นเลขมงคลของไทยเรานั่นเอง บางท่านก็บอกว่าเลข 9 (เก้า) พ้องเสียงกับคำว่า ก้าว ซึ่งแปลว่า ก้าวไปข้างหน้า บางท่านก็บอกว่า เป็นเลขมงคลทางพุทธศาสนา แล้วก็ลองเอาเลขมาบวกๆ กัน ได้เป็น 9 กันเยอะแยะ หรือจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น นพรัตน์ (แก้วเก้าประการ) นพปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น) เป็นต้น ทำให้เชื่อกันว่า เลข 9 เป็นเลขมงคลของไทยและพุทธศาสนา การไหว้พระ 9 วัดจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ทวีคูณขึ้นไปอีก จริงเท็จประการใด ตัดสินเอาเองแล้วกันนะครับ
 
อารัมภบทมากไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงสาระสำคัญดีกว่า ปกติทาง ททท., องค์กร, สื่อหรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้กำหนดวัดที่ควรจะไปตามสูตร 9 วัดไว้อย่างเรียบร้อย แต่เอาจริง ทำบุญที่ไหนค่าก็เท่ากันนั่นแหละ จิตใจผ่องใสตั้งใจทำบุญซะอย่าง ผลบุญจะมากกว่าทำบุญร้อยวัดแต่ไม่ได้ตั้งใจจริงเสียอีก แพลนของผมก็เลยปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เพราะมีบางวัดที่ผมเพิ่งไปมา เลยไม่ต้องการไปซ้ำ จะได้ชมความงามของวัดเรามากขึ้นตามจำนวน โดยการเดินทางครั้งนี้ ผมก็ได้ขับรถส่วนตัวท่องเที่ยวไปทั่วกรุงเทพมหานคร ตามลำดับดังนี้
 
หมายเหตุ: 1) จะขอนับลำดับเลขเป็นภาษาบาลี จะได้ให้ฟีลพุทธศาสนา
2) มค. คือภาษามคธ/บาลี, สก. คือภาษาสันสกฤต
 
ปฐโม) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ปญฺจม [มค.] - ที่ห้า
* ปวิตฺร [สก.] - พระมหากษัตริย์
* ตุสิต [มค.], ตุษิต [สก.] - สวรรค์ชั้นดุสิต, สวรรค์ชั้นที่สี่
* วน [มค.], วนสฺ [สก.] - ป่าไม้
* อาราม [มค., สก.] - วัด
= วัดในสวรรค์ชั้นดุสิตแห่งพระมหากษัตริย์องค์ที่ห้า; ซึ่งก็เป็นวัดของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ห้านั่นเอง

การเดินทาง: ผมเดินทางมาจากถนนศรีอยุธยา (ฝั่งพญาไท) พอข้ามคลองเปรมประชากรปั๊ป ก็เลี้ยวซ้ายจอดรถหน้าวัด
 
เมื่อแรกย่างก้าวเข้าไปในวัดสิ่งแรกที่ทุกคนต้องเห็นคือ พระอุโบสถหินอ่อนทั้งหลังของวัดนี้ หินอ่อนนี้สั่งพิเศษมาจากประเทศอิตาลี อุโบสถนั้นประณีตและสวยงามมาก ถึงกับได้ฉายาว่า the Marble Temple ส่วนเบื้องหน้าอุโบสถนั้นมีสิงห์สองตัวประทับอยู่เบื้องซ้ายและขวา เมื่อเดินเข้าไปก่อนถึงอุโบสถ ด้านขวาจะเป็นอาคารขายตั๋วเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ ส่วนคนไทยอย่างเราๆ นั้นเข้าชมฟรี (นี่คือข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นคนไทย!) เบื้องในพระอุโบสถนั้นเป็นที่สถิตย์ของพระพุทธชินราชจำลอง ประณีตงดงามไม่แพ้องค์จริงที่เมืองสองแควเลย ภายในนั้นยังมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังวัดสำคัญต่างๆ ในประเทศไทยอีกด้วย ส่วนบริเวณระเบียงด้านหลังพระอุโบสถ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบ ก็เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป 52 องค์อีกด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้น เป็นพระพุทธรูปปางลีลา (สีดำ) ศิลปะสุโขทัย ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ด้วย ที่จริงยังมีสถานที่สำคัญและงดงามอีกเป็นจำนวนมากในวัดแห่งนี้ แต่ก็ไว้โอกาสหน้า จะมายลโฉมอย่างละเอียดอีกสักครั้งหนึ่ง
 
ทุติโย) วัดบวรนิเวศวิหาร
ปวร [มค.], ปฺรวร [สก.] - ประเสริฐ, ล้ำเลิศ, ราชาศัพท์คำนามเกี่ยวกับวังหน้า
* นิเวสน [มค.] , นิเวศ [สก.] - บ้าน, วัง
* วิหาร [มค.] - วัด
= วัดอันเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช (วังหน้า); ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามเพราะเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้ามงกุฎฯ รัชกาลที่ 4 ในขณะที่พระองค์ทรงผนวช (เป็นนัยว่า เจ้าฟ้ามงกุฎฯ เป็นกรมพระราชวังบวรฯ)
 
การเดินทาง: ต่อมาก็เดินทางเข้าถนนราชดำเนิน พอถึงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็วนเข้าถนนดินสอฝั่งสตรีวิทย์ พอถึงแยกก็ตรงไปเพราะบางช่วงเวลาเขาห้ามเลี้ยวซ้าย แล้วไปเลี้ยวซ้ายตรงซอยวัดตรีทศเทพ วนออกมาถนนพระสุเมรุอีกครั้ง แล้วก็เลี้ยวเข้าวัด
 
    
 
วัดนี้เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา เพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชฯ ในอดีตและองค์ปัจจุบัน และยังเป็นที่ตั้งของมหามกุฏราชวิทยาลัยอีก ในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปใหญ่ถึงสององค์ คือ พระพุทธสุวรรณเขต ซึ่งเป็นพระประธาน องค์โต ตั้งอยู่เบื้องหลัง ส่วนพระพุทธชินสีห์ ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า โดยได้อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสองแคว เป็นองค์เล็ก ตั้งอยู่เบื้องหน้า งดงามทั้งสององค์ ในพระอุโบสถก็ยังมีน้ำพระพุทธมนต์ที่ทางวัดบรรจุขวดเล็กๆ รูปทรงคล้ายน้ำเต้า แจกฟรี ซึ่งสะดวกสะบายมาก เพราะปกติเราจะต้องกรอกน้ำมนต์ใส่ถุงเก็บกลับบ้านเอง ส่วนเจดีย์ที่อยู่หลังพระอุโบสถนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระไพรีพินาศ พระพุทธรูปชื่อดังที่คนมักนิยมบูชาโดยเชื่อว่าจะศัตรูพินาศมลายไปตามชื่อของพระพุทธรูป ลองไปนมัสการดู สวยงามจริงๆ โดยเฉพาะเจดีย์ทอง 
 
 
ส่วนบริเวณเบื้องขวาของพระอุโบสถจะเป็นที่ตั้งของพระพุทธบาทจำลอง (ใกล้ๆ ห้องน้ำ) บนพระพุทธบาทนั้นก็มีเหรียญเต็มไปหมด บ้างก็นอน บ้างก็ตั้ง แล้วก็เห็นคนพยายามตั้งเหรียญบนแท่นนั้นให้ได้ ผมเห็นก็เลยลองทำบ้าง แต่กว่าจะทำได้ ก็ใช้ความพยายามพอสมควรเลยแหละ ที่จริงก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องตั้งเหรียญด้วย เพื่อสิริมงคลหรือว่าอะไร? นิสัยคนไทยแหละครับ เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้างกันทุกคน ... ใครทราบก็ช่วยบอกทีนะครับ 
 
 
 
พักกลางวัน
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ผมก็เดินออกมาจากวัดบวรนิเวศฯ ข้ามถนนมาอีกฟากนึง ฝั่งถนนสิบสามห้าง บริเวณหัวมุมถนน จะมีร้านชื่อว่า ปาท่องโก๋ ผมสั่งข้าวหมูแดง/หมูกรอบมาทาน อร่อยมาก น้ำราดข้าวนี่หวานกลมกล่อมมาก แนะนำร้านนี้จริงๆ อร่อยมาก แถมร้านยังมีปาท่องโก๋ไอศกรีมอีก คือ เอาปาท่องโก๋ที่ทอดแล้วมาย่างให้อุ่น เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีม คล้ายๆ กับขนมปังไอศกรีม แต่ครีเอทีฟไปอีกแบบ รสชาติก็อร่อยดี แนะนำจริงๆ ครับ ร้านปาท่องโก๋
 
 
ตติโย) วัดชนะสงคราม
 
การเดินทาง: ออกมาจากวัดบวรฯ ก็เลี้ยวซ้าย แล้วก็บังคับเลี้ยวซ้าย ยูเทิร์นขวา แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ ตรงมุมร้านปาท่องโก๋ ตรงไปแล้วเลี้ยงซ้ายเข้าถนนจักรพงษ์ วัดชนะสงครามจะอยู่ด้านขวา ตรงข้ามกับถนนข้าวสาร; ขอบ่นเรื่องที่จอดรถวัดนี้หน่อย คือทางเข้าที่จอดรถด้านหลังเนี่ย วุ่นวายมาก คือ ป้ายกำหนดทิศทาง ไม่ตรงกับลูกศรสีขาวบนพื้นถนน คือ ลูกศรให้ไปทางนี้ แต่ป้ายห้ามเดินรถทางนี้ คืองงมาก ถนนก็เล็ก ป้ายก็ไม่ตรงกัน หรือว่าผมงงเองก็ไม่ทราบ?
 
  
 
วัดนี้เป็นอีกวัดหนึ่งที่สำคัญเพราะเป็นที่จำพรรษาของท่านสมเด็จพระมหาธีราจารย์ที่โด่งดัง ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี 2509 (สี่สิบกว่าปีแล้ว) เมื่อเดินเลียบพระอุโบสถจากข้างหลัง ก็จะเห็นการเรียนการสอบของพระภิกษุสามเณร นั่งเรียนพระธรรมกันอยู่บนโต๊ะ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเดินเข้ามาจากข้างหน้าก็จะเจออนุสาวรีย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือ วังหน้า ผู้มีฉายาว่า พระยาเสือ (ซึ่งรัชกาลที่หก ให้ออกพระนามเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) ผู้ซึ่งเป็นพระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กรำศึกสงครามมานับมิถ้วน ยังเป็นที่มาของชื่อวัด 'ชนะสงคราม' อีกด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์ภายหลังชนะสงครามเก้าทัพ ส่วนภายในพระอุโบสถประดิษฐานซึ่งพระประธานนามว่า พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ฯ หน้าต่างอุโบสถของวัดนี้ก็มีความสวยงามยิ่ง ทั้งความละเอียดประณีตและสีสันที่สวยงาม
 
จตุตฺโถ) วัดสุทัศนเทพวราราม + เทวสถานโบสถ์พราหมณ์
 
การเดินทาง: เลี้ยวเข้าถนนราชดำเนิน ถึงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็เลี้ยวเข้าถนนดินสอ (ฝั่งตรงข้ามสตรีวิทย์) บังคับเลี้ยวซ้ายตรงวงเวียนเสาชิงช้า ยูเทิร์นขวา แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนตีทอง แล้วเลี้ยวซ้าย ต่อด้วยซ้าย เข้าถนนอุณากรรณ หาที่จอดรถบริเวณนั้น
 
             
 
  ถ้าเข้าจากด้านข้างก็จะพบกับพระอุุโบสถเป็นแห่งแรก พระอุโบสถนี้เป็นพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ ปางมารวิชัย ส่วนพระอุโบสถก็รายล้อมไปด้วยตุ๊กตาหินฝรั่ง ซึ่งแปลกตาพอสมควรเพราะปกติแล้วจะพบแต่ตุ๊กตาหินจีน เมื่อเดินทะลุไปด้านหน้า ก็จะพบกับพระวิหารหลวง ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางมารวิชัยอีกเหมือนกันคือ พระศรีศากยมุนี ตอนที่ผมไปกราบไหว้นั้น ก็มีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนหญิงชาย กำลังสวดมนต์ภาวนาในพระวิหารนั้นอยู่ด้วย ออกจากพระวิหารมาก็จะพบว่าด้านซ้ายมือ จะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลอยู่ด้วย เพราะเป็นเสมือนวัดประจำรัชกาลที่แปด เนื่องจากพระองค์เคยเสด็จฯ มาและตรัสว่า วัดนี้สงบน่าอยู่จริง 
 
             
 
เมื่อเดินออกจากวัดสุทัศนฯ ก็จบพบกับเสาชิงช้าขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเป็นแลนด์มาร์กที่สวยงามแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่เดิมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีตรียัมปวายของพราหมณ์ ซึ่งจะมีการโล้ชิงช้า แต่พิธีนี้ไดยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่เจ็ด เดินข้ามถนนไปอีกนิดก็จะพบกับเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่วัฒนธรรมไทยได้หล่อหลอมให้ศาสนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม-วีถีชีวิตคนไทยไปโดยปริยายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนับถือพระพรหม พระศิวะ พระพิฆเนศวร เป็นต้น ซึ่งในเทวาลัยแห่งนี้ ก็มีพระรูปของเทพเหล่านั้นสถิตย์อยู่ด้วย และในขณะที่ผมเข้าไปสักการะนั้น ก็ได้บังเอิญพบกับพระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์แห่งราชสำนักอีกด้วย
 
ปญฺจโม) ศาลหลักเมือง + วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
 
การเดินทาง: เลี้ยวซ้ายเข้าวงเวียนเสาชิงช้า เลี้ยวขวาเข้าถนนดินสอ พอถึงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็เลี้ยวซ้าย ตรงตามทางไปสนามหลวงเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายจอดรถที่ถนนหลักเมือง
 
 
เมื่อเข้าไปในศาลหลักเมือง ก็จะเห็นศาล (อาคาร) หลังโต ยอดสูง ในนั้นคือที่ประดิษฐานหลักเมืองกรุงเทพมหานครเอาไว้ เมื่อเข้าไปแล้วก็จะพบว่า มีหลักเมืองสององค์ องค์หนึ่ง โปร่งสูง ยอดเป็นดอกบัวตูม องค์นี้สร้างในสมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งพระองค์ได้ทำการยกเสาสถาปนานครใหม่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2325 และก็ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการฝังคนเป็นๆ 4 คน คือ อิน จัน มั่น คง เพื่อให้ดวงวิญญาณคุ้มครองหลักเมือง แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล่ากันต่อๆ มา ไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ช่อง 3 ก็เคยเอามาทำเป็นละครฉายเมื่อหลายปีก่อนนู้นอยู่เหมือนกัน ส่วนเสาอีกองค์หนึ่ง ป้อมกว่าเตี้ยกว่า ยอดทรงมัณฑ์ (มณฑป) สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะพระองค์ทรงโปรดดาราศาสตร์ และได้ทรงวางดวงเมืองใหม่ให้ดีกว่าเดิม แต่ก็มีเรื่องเล่าว่า มีหญิงท้องถูกฝังไปในการยกเสาหลักเมืององค์นี้ ส่วนสาเหตุการยกหลักเมืองใหม่ก็เพราะในสมัยนั้นมีพระเจ้าแผ่นดินสององค์ คือ พระจอมเกล้าและพระปิ่นเกล้า จริงแท้ประการใดก็ไม่ทราบเหมือนกัน
 

ซุ้มอาคารที่อยู่ตรงข้ามศาลหลักเมืองก็เป็นที่ประดิษฐานเทพารักษ์ 5 องค์คือ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ย้อนเดินกลับไปทางเข้าก็จะเห็นโรงละคร มีการจัดละครรำ ละครชาตรี แล้วก็มีป้าๆ ลุงๆ มานั่งชมละครเต็มไปหมด ส่วนอีกฟากนึงก็เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็มีพระพุทธรูปเสี่ยงทาย เป็นพระพุทธรูปที่ให้เราอธิษฐานว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แล้วยกขึ้นหรือไม่ขึ้น ซึ่งก็คล้ายๆ ช้างเสี่ยงทายตามวัดต่างๆ แต่ที่นี่เป็นพระพุทธรูปแทน แต่ส่วนตัวนะครับ ผมว่าแม่นมาก! ลองไปเสี่ยงทายดูครับ! ;)
 
 

เดินข้ามฟากถนนไปก็เป็นวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ผมมองเห็นพระปรางค์เจดีย์วัดนี้ทีไร ก็อดประทับใจในศิลปะและความสามารถของคนไทยในสมัยก่อนไม่ได้จริงๆ เห็นแล้วภูมิใจที่เป็นคนไทย เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเห็น ก็มักจะแสดงความประหลาดใจและชื่นชมกับความงามของสถานที่แห่งนี้จริงๆ แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าไป เพราะวันนั้นผมใส่กางเกงขาสั้น และก็ไม่ทราบว่ามีผ้าให้ยืมเปลี่ยนฟรี ก็เลยอดเข้าไป แต่ก็ไหว้พระแก้วมรกตอยู่ข้างนอก ตั้งใจมาก็ได้บุญอยู่แล้วแหละ
 
 
 
ฉฏฺโฐ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
 
การเดินทาง: เดินเท้าไปทางม.ศิลปากร ก็จะมีแผงลอย ทั้งตั้งโต๊ะและบนพื้น ขายของมากมาย เดินไปเรื่อยๆ จนถึงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์
 
 
เมื่อเข้าไปในวัดก็จะพบว่ามีตุ๊กตาหินจีนเรียงรายและเจดีย์เป็นจำนวนมาก และในพระวิหารก็มีพระพุทธไสยาส (พระนอน) ขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศประดิษฐานอยู่ ต้องชื่นชมแรงศรัทธาของคนสมัยก่อนที่ได้อุทิศแรงกายแรงใจในการสร้างพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ได้ขนาดนี้ สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่สำคัญในวัดนี้ก็จะมี ยักษ์วัดโพธิ์ รูปปั้นฤๅษีดัดตน พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล น่ายลโฉมเป็นอย่างยิ่ง
 
สตฺตโม) วัดระฆังโฆสิตาราม
 
การเดินทาง: ออกทางถนนราชินี เลียบคลองคูเมืองเดิม เลี้ยวซ้าย ชิดขวา ออกถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา พอถึงแยกก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอรุณอัมรินทร์ ขับไปเรื่อยๆ ผ่านรพ.ศิริราช ทางซ้ายมือ จะมีทางเข้าวัดระฆังฯ
 
 
เมื่อเข้าไปในวัดระฆังโฆสิตารามแล้ว พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานยิ้มรับฟ้า ปางสมาธิ วัดแห่งนี้เป็นที่จำพรรษาของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) อีกด้วย หรือที่เซียนพระมักจะเรียกว่า พระสมเด็จ นั่นเอง ด้านนอกบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และมีท่าเรือข้ามฟาก ซึ่งฝั่งตรงข้าม (พระนคร) ก็จะเป็นท่าช้างนั่นเอง บริเวณนั้นก็มีแม่ค้าขายปลา ขายหอยจำนวนมาก เพื่อจะได้เอาไปปล่อยที่ท่า ซึ่งแม่ค้าทุกเจ้าก็จะมีแผ่นป้ายแจกแจงผลบุญของการปล่อยปลาแต่ละชนิด เช่น ปลาหมอจะทำให้พ้นจากโรคภัย เป็นต้น ซึ่งผมก็ไม่ได้ปล่อยปลาสักตัวเดียว แต่ซื้ออาหารปลาและขนมปังไปเลี้ยงปลาและนกบริเวณนั้นแทน
 
อฏฺฐโม) วัดอรุณราชวราราม
 
การเดินทาง: ออกไปถนนอรุณอัมรินทร์อีกครั้งหนึ่ง พอถึงวัดเครือวัลย์ฯ จะมีซอยเล็กๆ ให้เลี้ยวเข้าไป จะถึงทางเข้าวัดอรุณฯ
 

เมื่อเข้าไปในวัดก็จะพบกับโต๊ะที่มีธูปเทียนหลากสีตามวันเกิดอยู่ ซึ่งให้เราไปไหว้พระประจำวันเกิดทางด้านข้างๆ ซึ่งอยู่ข้างๆ มณฑปพระพุทธบาท ถ้าเดินเลยเข้าไปก็จะเป็นพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งมีความงดงามและยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก และในวันที่ข้าพเจ้าไปทางวัดก็เปิดในประชาชนขึ้นไปสักการะพระปรางค์ข้างบนอีกด้วย แต่ผมไม่ได้ขึ้นไป ซึ่งน่าเสียดายมาก และก็ไม่ได้เดินยลโฉมรอบๆ อย่างละเอียดด้วย เพราะเวลาไม่ค่อยพอ เย็นแล้ว จึงออกจะรีบอยู่สักหน่อย ไว้โอกาสหน้า จะไปสิงสถิตย์อยู่ในวัดทั้งวัน เพื่อชมความงามและทัศนียภาพ
 
 
 
นวโม) วัดกัลยาณมิตร
 
การเดินทาง: ออกไปถนนอรุณอัมรินทร์อีกครั้งหนึ่ง พอข้ามสะพาน วัดกัลยาณมิตรก็จะอยู่ทางซ้ายมือ
 
 
เมื่อเข้าไปก็จะพบกับระฆังขนาดใหญ่และมีไม้ไว้ให้กระทุ้งเกิดเสียง ในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต หรือ ซำปอกง ปางมารวิชัย มีทั้งกลอนทั้งระฆัง ส่วนวัดนี้เดิมเป็นที่ของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) จึงเป็นที่มาของชื่อวัด และมีภิกษุจีนพำนักอยู่ในสมัยก่อน วัดนี้จึงมีศิลปะผสมจีนอยู่บ้าง ทั้งธูปเทียนก็เป็นแบบจีนด้วยเหมือนกัน
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - 
 
และก็จบแล้วสำหรับทริปไหว้พระ 9 วัด ประจำปี 2554 ต้อนรับปีใหม่ด้วยบุญบารมีแห่งการทำบุญ ขออนุโมทนาสาธุทุกๆ ท่านที่ได้เดินทางไปทำบุญไม่่ว่าจะวันไหนก็ตาม และอวยพรให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านโชคดีมีสุขอนุโมทนาบุญด้วยเทอญ

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปมานานแล้วอ่ะ แต่ไม่มีโอกาสซะที TT

#4 By chadd (124.122.98.40) on 2011-02-19 20:21

:)

#3 By tc (125.24.124.246) on 2011-01-23 23:07

สาธุจ้า

#2 By tenn. (124.121.170.17) on 2011-01-22 20:32

ยาว อ่านเหนื่อยเลย

#1 By ps. (125.27.143.175) on 2011-01-21 21:09