Arab World (Part 2 Egyptian History)

posted on 19 Feb 2011 13:46 by chadiouschamp in talk-africa
ไหนๆ จะอัพบล็อคซะที ก็ขออัพเรื่องร้อนระอุแห่งเดือน (และปี) นี้ซะเลย ต่อจากโลกอาหรับ (ตอน 1) ว่าด้วยปฏิวัติดอกมะลิในตูนิเซีย ก็มาสู่โลกอาหรับ (ตอน 2) 
 
ต้องบอกว่ากระแสปฏิวัติในโลกอาหรับตอนนี้ยังแรงมาก มันเริ่มต้นจากประเทศตูนิเซียนี่แหละเป็นที่แรก แล้วก็สำเร็จซะด้วย ทำให้ประธานาธิบดีเบน อาลีและครอบครัวระเห็จไปพำนักอยู่ซาอุดิอาระเบีย ทิ้งไว้ซึ่งความหวังให้กับประชาชนประเทศอื่นๆ ช่วยกันล้มอำนาจเผด็จการของประเทศตนให้สำเร็จ โดยประเทศที่สองที่โดน domino effect ในครั้งนี้ ก็คือ ดินแดนไอยคุปต์ นั่นเอง
 
ความจริงแล้วตั้งใจจะอัพเอ็นทรี่นี้เกี่ยวกับการปฏิวัติอียิปต์ และจะเกริ่นประวัติศาสตร์อียิปต์ไว้คร่าวๆ แต่เขียนไปเขียนมาก็ยืดยาวกลายเป็นประวัติศาสตร์อียิปต์ทั้งหน้า เลยจะให้เอ็นทรี่นี้เป็นเอ็นทรี่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอียิปต์ไปแล้วกัน ส่วนการปฏิวัติอียิปต์นั้นไว้เอ็นทรี่หน้าในโลกอาหรับ (ตอน 3)
 
หลายคนต้องรู้จักประเทศอียิปต์ในฐานะเจ้าของพีระมิด ฟาโรห์ สฟิงซ์ แม่น้ำไนล์ ฯลฯ แต่ความจริงแล้วมีมากกว่านั้น กล่าวคือ ...
 
        
 
ประเทศอียิปต์ นั้นเป็นชื่อเรียกในภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Egypt /'อีจิปท์/ ส่วนภาษาอารบิค (หรืออาหรับ) นั้นเรียกว่า مصر (อารบิคมาตรฐาน: /เมสร์/,, อารบิคอียิปต์: /มัสร์/) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา แต่ถือว่าอยู่สองทวีปคือ แอฟริกาและเอเชีย ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฉนวนกาซาและอิสราเอล ทะเลแดง ซูดานและลิเบีย
 
มีพื้นที่ประมาณ 1 ล้านตร.กม. (ประมาณ 2 เท่าของไทย) และประชากรกว่า 79 ล้านคน มากที่สุดในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง 90% เป็นมุสลิม อีกประมาณ 10% เป็นคอปติคคริสต์เตียน (ศาสนาคริสต์เดิมตั้งแต่สมัยโรมัน) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ประชากรมักจะอาศัยในลุ่มแม่น้ำไนล์ เมืองหลวงคือ ไคโร เมืองใหญ่ๆ ก็มี อเล็กซานเดรีย กีซา พอร์ทเซด ซูเอซ ลัคซอร์ เป็นต้น 
 
       
 
ก่อนอื่นจะขอเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของอียิปต์เสียก่อน  โดยในสมัยก่อนนั้นเป็นดินแดนของอาณาจักรอียิปต์โบราณ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3150 ปีก่อนค.ศ. โดยฟาโรห์เมเนส ผ่านการปกครองของราชวงศ์นับสิบ ซึ่งในช่วงอาณาจักรเก่า (2700-2200 ปีก่อนค.ศ.) เป็นที่เลื่องชื่อลือนามในการสร้างพีระมิด โดยเฉพาะราชวงศ์ที่ 4 ที่ได้สร้างพีระมิดแห่งกิซาไว้ โดยปัจจุบันเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุโบราณและเป็นหนึ่งเดียวที่ยังปรากฎให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ จนกระทั่งในสมัยอาณาจักรใหม่ (1550-1070 ปีก่อนค.ศ.) ได้เป็นมหาอำนาจแห่งภูมิภาค มีอาณาเขตลงไปถึงซูดาน และกว้างไปถึงคาบสมุทรอนาโตเลียอีกด้วย ก่อนจะถูกยึดโดยพวกลิเบีย นูเบีย อัซซีเรีย และเปอร์เซียในที่สุด
 
ต่อมาก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรีกในนาม อาณาจักรทอเลมี (Ptolemaic Kingdom) ที่มีฟาโรห์สตรีผู้เลื่องชื่อนั่นก็คือ คลีโอพัตราที่ 7 ตำนานรักที่ยิ่งใหญ่ที่มีมาร์ค แอนโทนีและซีซาร์ ออกุสตุสผู้ยิ่งใหญ่ร่วมเอี่ยว ต่อมาก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนไทน์ ที่ได้มีการก่อตั้งคริสต์ศาสนานิกายคอปติคขึ้นมาอย่างถาวร
 
พวกมุสลิมอาหรับก็ได้กลืนดินแดนแห่งนี้ในเวลาต่อมา และในปี 1517 พวกออตโตมันเติร์กก็ได้พิชิตอียิปต์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมันในที่สุด ซึ่งในช่วงนี้ก็ถือเป็นจุดตกต่ำของประวัติศาสตร์อียิปต์ครั้งหนึ่ง และในปี 1798 นโปเลียน โบนาปาร์ตก็ได้พยายามเข้าตี แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แต่ก็ทำให้อียิปต์อยู่ในความวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งมูฮัมมัด อาลี ปาชา (Muhammad Ali Pasha) (ไม่ใช่นักมวยที่กัดหูนะ!) ผู้บัญชาการทหารชาวแอลเบเนีย ก็ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ภายใต้การควบคุมของออตโตมัน ด้วยตำแหน่ง วาลี (Wāli) เทียบเท่ากับผู้ว่าการดินแดน และยังตั้งตนเองเป็น เคดิฟ (Khedive) แห่งอียิปต์และซูดาน ซึ่งก็คือตำแหน่งอุปราชหรือผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั่นเอง
 
     
มูฮัมมัด อาลี ปาชา และ ธงชาติอียิปต์ในสมัยอาลี (ธงคล้ายๆ ตูนิเซียเลย)
 
มูฮัมมัด อาลี ปาชา คนนี้แหละ ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ก่อตั้งอียิปต์สมัยใหม่ เพราะเขาได้ปฏิรูปเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนและการทหารให้เป็นไปในทางตะวันตกมากขึ้น และเขาเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์มูฮัมมัดอาลี ซึ่งจะเป็นราชวงศ์ที่ปกครองอียิปต์ไปอีกร้อยกว่าปีเลยทีเดียว เขาครองตำแหน่งตั้งแต่ปี 1805 ได้พัฒนาประเทศมากมาย จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1848 โดยมีอิบราฮิม, อับบาสที่ 1, ซาอิด และ อิสมาอิล ครองตำแหน่งนั้นต่อมา ในสมัยของอิสมาอิล (หลานปู่ของอาลี) ได้มีการสร้างคลองสุเอซ (Suez Canal) โดยมีฝรั่งเศสเป็นหุ้นส่วน และก็ได้สร้างสิ่งก่อสร้างอื่นไว้มากมาย ทำให้ประเทศเป็นหนี้ของประเทศในยุโรปมากมาย ประชาชนก็เริ่มไม่พอใจ เพราะโดนขึ้นภาษี และต่อมาก็ต้องขายหุ้นคลองสุเอซให้แก่อังกฤษ ทำให้ฝรั่งเศสและอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในอียิปต์อย่างมาก
 
การ์ตูนล้อเลียนความกระหายในอียิปต์ของอังกฤษ
ในขณะที่ฝรั่งเศสเริ่มหมดอิทธิพลและนั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ
 
การแบ่งอำนาจระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส
โดยอังกฤษได้อียิปต์ ฝรั่งเศสได้โมร็อคโค
 
ต่อมาก็มีรวมกลุ่มของพวกชาตินิยมนำโดย อาห์เหม็ด โอราบี (Ahmed Orabi) พยายามลดทอนอำนาจของสองมหาอำนาจ แต่ผลที่ได้คือ อังกฤษส่งเรือรบมาถล่มอเล็กซานเดรียในสงครามเทล เอล-เคบีร์ (Battle of Tel el-Kebir) และได้ถอดอิสมาอิลออกจากตำแหน่ง และตั้งเตาฟิค ปาชา (Tewfik Pasha) ขึ้นครองอียิปต์ภายใต้อารักขาของอังกฤษในทางพฤตินัยในปี 1879 และทางนิตินัยในปี 1914 พร้อมเปลี่ยนตำแหน่งเคดิฟให้เป็นสุลต่าน โดยมีฮุสเซ็น คาเมล (Hussein Kamel) บุตรของอิสมาอิล เป็นสุลต่านคนแรก
 
      
 
ต่อมาเกิดวิกฤตการณ์เดนชาวาย (Denshawai Incident) ที่ทหารอังกฤษยิงนกพิราบแต่ไปโดนชาวบ้านโดยมิได้ตั้งใจ ทำให้ชาวบ้านลุกฮือและบุกค่ายทหารอังกฤษ แต่ทหารอังกฤษตอบโต้โดยการยิงกราดใส่ชาวบ้าน เรื่องราวแพร่ไปทั่วประเทศ ทำให้กระแสต่อต้านอังกฤษและชาตินิยมอียิปต์เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งในปี 1919 ก็ได้เกิดการปฏิวัติอียิปต์ครั้งแรกขึ้น! โดยอังกฤษก็จำใจมอบเอกราชให้แก่อียิปต์ในปี 1922 แต่ยังตรึงกำลังไว้บริเวณจุดยุทธศาสตร์อย่างคลองสุเอซและไม่ยอมรับอธิปไตยของอียิปต์เหนือซูดาน ซึ่งทำให้เป็นจุดเปราะในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมาอีกหลายสิบปี
 
       
กษัตริย์ฟารูค,, กษัตริย์ฟูอัดที่ 2
 
รัฐธรรมนูญปี 1923 ก่อตั้งราชอาณาจักรอียิปต์ขึ้น โดยเปลี่ยนตำแหน่งประมุขจากสุลต่านมาเป็นกษัตริย์ แต่ด้วยการประโคมข่าวจากเยอรมัน สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย โดยพยายามให้ดูเหมือนว่าอียิปต์อยู่ภายใต้อำนาจอังกฤษมากเกินไป ทั้งยังไม่ช่วยอียิปต์ให้ดีขึ้น จึงมีกลุ่มทหารชื่อว่า Free Officers Movement ได้เข้าปฏิวัติ (รัฐประหาร) และได้ปลดกษัตริย์ฟารูค (Farouk) และได้ตั้งฟูอัดที่สอง (Fuad II) วัย 6 เดือน! ขึ้นเป็นกษัตริย์ และต่อมาก็ได้ปลดไปอีก พร้อมทั้งสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นมา โดยมีนายพลมูฮัมมัด นากิบ (Muhammad Naguib) เป็นประธานาธิบดีคนแรก
 
      
นากิบ,, นัซเซอร์
 
แต่ครองอำนาจได้เพียงปีเดียวก็ถูกบังคับให้ลาออกโดยกามาล อับเดล นัซเซอร์ (Gamal Abdel Nasser) ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการปฏิวัติเพื่อเอกราช และเขาขึ้นเป็นประธานาธิบดีเองในเวลาต่อมา ส่วนนากิบนั้นถูกกักขังให้อยู่ภายในบริเวณบ้านเป็นเวลาถึง 18 ปี! ในระยะเวลาการปกครองของเขานั้น ได้ดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ขอความสนับสนุนทั้งจากโลกเสรีอเมริกาและโลกคอมมิวนิสต์โซเวียตรัสเซียในเวลาเดียวกัน เช่น ซื้ออาวุธจำนวนมากจากเช็กโกสโลวาเกีย (รัฐคอมมิวนิสต์) และยังสนับสนุนให้อังกฤษและอเมริกาลงทุนโครงการสร้างเขื่อนอัสวานกั้นแม่น้ำไนล์ แต่ด้วยการขัดขวางรมต.ต่างประเทศสหรัฐ จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส ทำให้รัฐบาลอียิปต์ถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลองสุเอซจากบริษัทเอกชนของอังกฤษและฝรั่งเศสให้มาเป็นของรัฐบาลอียิปต์ รัฐบาลทั้งสองประเทศไม่ยินยอม เพราะไม่อยากเสียจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในบริเวณนี้ไป จึงร่วมมือกับอิสราเอล และก่อให้เกิดวิกฤตการณ์คลองสุเอซ (Suez Crisis) ขึ้น 
 
       

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีคาบสมุทรไซนายในวันที่ 29 ตุลาคม 1956 และฝ่ายพันธมิตรไตรภาคีได้ยื่นคำขาดต่อนัซเซอร์ แต่นัซเซอร์ตอบโต้โดยการจมเรือ 40 ลำในคลองสุเอซและปิดคลองโต้ตอบ ฝ่ายสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก็ได้กดดันและบังคับให้พันธมิตรไตรภาคีถอนทหารออกมา โดยกองกำลังสหประชาชาติเข้าประจำการบริเวณพื้นที่ดังกล่าวแทน คาบสมุทรไซนายและคลองสุเอซก็กลับมาเป็นของอียิปต์
นัซเซอร์ถูกมองว่าเป็นวีรบุรุษ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์และอิสราเอลกลับถดถอยลงเรื่อยๆ 
 
 
ในปี 1967 ก็เกิดสงครามหกวันขึ้น (Six-Day War) อิสราเอลประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และยึดดินแดนอาหรับเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะซีเรียและอียิปต์ รวมถึงคาบสมุทรไซนายด้วย สร้างความอัปยศให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก และสามปีถัดมา นัซเซอร์ก็เสียชีวิตลงขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ที่ได้ครองอำนาจต่อมาก็คือ อันวาร์ เอล ซาดัต (Anwar el Sadat) ที่ได้ใช้นโยบายเข้าหาสหรัฐอเมริกา ทั้งยังร่วมมือกับซีเรีย โจมตีอิสราเอล จุดเริ่มต้นของสงครามโยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) หรือสงครามรอมฎอน (Ramadan War) และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่อิสราเอลได้รับชัยชนะ
 
        
 
ต่อมาซาดัตเปลี่ยนนโยบายของตนต่ออิสราเอล โดยคิดว่าตนไม่สามารถต่อกรกับอิสราเอลที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังได้อย่างแน่นอน และถ้ายังฝืนทำสงคราม อียิปต์อาจถูกทำลายได้ในไม่ช้า ส่วนทางอิสราเอลก็มองว่า หลังสงครามโยมคิปปูร์นั้น แสดงให้เห็นว่า ตนเองจะไม่ปลอดภัยอยู่เสมอถ้ายังมีอียิปต์เป็นศัตรู จึงมีความพยายามก่อสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศขึ้น โดยซาดัตบินไปเยือนอิสราเอลในปี 1977 ก่อนจะบินไปสหรัฐอเมริกา พร้อมทำข้อตกลงแคมป์เดวิดในปี 1978 ระหว่างซาดัตและเมอร์นาเฮ็ม เบกินของอิสราเอล โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จิมมี คาร์เตอร์ เป็นคนกลางและดำเนินการโดยเฮนรี เคซซิงเจอร์ (Henry Kessinger) รมต.ต่างประเทศ และได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอียิปต์-อิสราเอลในปี 1979 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โดยเนื้อหามีอยู่ว่าอิสราเอลจะยอมคืนคาบสมุทรไซนายให้อียิปต์ โดยอียิปต์จะต้องรับรองความเป็นเอกราชของอิสราเอล ให้อิสราเอลใช้คลองสุเอซได้ และให้ช่องแคบทีราน อ่าวอกาบา ช่องแคบทาบา-ราฟาห์ เป็นช่องทางสัญจรทางน้ำนานาชาติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ตกลง ทั้งสหรัฐอเมริกายังให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่ออียิปต์อีกด้วย โดยอียิปต์ได้รับเงินกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว
 
    
ภาพเหตุการณ์ขณะเกิดการลอบสังหาร,, มูบารัคสมัยหนุ่มๆ และปธน.ซาดัตเคียงข้างกัน
 
ในการเดินเกมครั้งนี้ทำให้ประเทศต่างๆ มองว่า ซาดัตทรยศต่อโลกอาหรับ และขับอียิปต์ออกจากสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ในปี 1981 ซาดัทได้ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มทหารนำโดยร้อยโทคาลิด อิสลามบูลี (Khalid Islambouli) ก่อนที่ตำแหน่งประธานาธิบดีตกเป็นของรองประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค
 
มูบารัค
 
ฮอสนี มูบารัค (Hosni Mubarak) คนนี้แหละที่กุมอำนาจประเทศอียิปต์มาตั้งแต่ 1981 จนถึง 2011 เป็นชนวนเหตุของการปฏิวัติอียิปต์เป็นครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ ซึ่งจะได้เล่าต่อในเอ็นทรี่โลกอาหรับ (ตอน 3) ครับ :)

Comment

Comment:

Tweet

ข้อมูลผิดแระ ตรงพูดถึงในวงเล็บ นักมวยกัดหู
ไม่ใช่ Muhammad Ali แต่เป็น มาลิก อับดุลอะซีซ หรือไมค์ ไทสัน นั่นเอง ได้กัดหูของโฮลีฟิลด์
ตอนนั้นเป็นมุสลิมแล้วด้วย

#5 By มน (124.120.31.2) on 2011-10-10 12:10

question

#4 By (101.51.42.199) on 2011-08-29 16:45

sad smile

#3 By (122.154.140.74) on 2011-06-17 19:37

สุดยอด...มันส์มากเลยครับ
ขอบคุณครับที่ย่อโลกและเวลาไว้

#2 By musa (115.67.199.242) on 2011-04-02 06:13

สรุปว่าซาดัต เป็นคนดีมั้ย?

#1 By ps. (125.24.103.42) on 2011-02-23 02:54