Europe in the Past 1 (UK 1)

posted on 08 Mar 2011 15:09 by chadiouschamp in talk-europe
 
การจะเล่าประวัติศาสตร์ประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรป โดยไม่คำนึงถึงยุโรปโดยภาพรวมนั้นเป็นไปแทบไม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์ของทุกประเทศนั้นเชื่อมโยงกันหมด ตอนแรกก็ตั้งใจว่าเขียนเฉพาะราชวงศ์อังกฤษ แต่เขียนไปเขียนมา ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เขียนลงรายละเอียดลึกขนาดนั้น เลยทำให้ขอบเขตมันกว้างขึ้นเยอะ เลยตัดสินใจเขียนเรื่องยุโรปในอดีตเป็นตอนๆ ไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาก็แล้วกัน ...
 
เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยดูซีรีส์ยอดฮิตติดเรทอย่าง The Tudors มาบ้างแล้ว ก็อยากจะเขียนเกี่ยวกับอังกฤษบ้างอะไรบ้าง ก็เลยประเดิมเรื่องนี้เป็นตอนแรกของ Europe in the Past ก็แล้วกัน
 
คำว่า Tudor นั้น จริงๆ แล้วอ่านว่า ทิวเดอร์  ไม่ใช่ ทูดอร์ หรือ ทิวดอร์  ตามที่สื่อและคนส่วนมากใช้กัน ... เอาเป็นว่าผมจะใช้คำนี้ทับศัพท์ในการเขียนไปตลอดก็แล้วกัน
 
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจความรู้พื้นฐานกันก่อนว่า ... ดินแดนที่เราเรียกว่า "อังกฤษ" เนี่ย ไม่ได้มีแค่ประเทศอังกฤษเพียงประเทศเดียว และคำว่า อังกฤษ (England) ก็เป็นชื่อในภาษาไทยที่ใช้เรียก "สหราชอาณาจักร" (United Kingdom) โดยรวมเท่านั้นเอง
 
                
The British Isles
 
เมื่อดูจากแผนที่แล้วก็จะเห็นว่า เกาะที่เห็นทั้งหมดนั้นมีชื่อโดยรวมว่า The British Isles หรือหมู่เกาะบริเตน (เว้นแต่ประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ไม่นิยมให้ใช้ชื่อดังกล่าวเพราะไม่ชอบอะไรที่มัน Britain เลยรณรงค์ให้ใช้ชื่อ The British-Irish Isles หรือ Anglo-Celtic Isles แทน) ... เกาะใหญ่ๆ ทั้งสองเกาะ คือ เกาะไอร์แลนด์ (Ireland) และเกาะบริเตนใหญ่ (Great Britain) ส่วนเกาะเล็กๆ ยังไม่ต้องไปสนใจ ;D
 
เกาะบริเตนใหญ่ ประกอบไปด้วย 3 ประเทศได้แก่ อังกฤษ (England), เวลส์ (Wales) และ สก็อตแลนด์ (Scotland) ส่วนเกาะไอร์แลนด์ ประกอบไปด้วย 2 ประเทศคือ ไอร์แลนด์ (Ireland) และ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)
 
 
สหราชอาณาจักร (United Kingdom) เป็นประเทศที่รวมอังกฤษ, เวลส์ และสก็อตแลนด์ (จากเกาะบริเตนใหญ่) กับไอร์แลนด์เหนือ (จากเกาะไอร์แลนด์) เข้ากันเป็นหนึ่งภายใต้การปกครองของกษัตริย์และรัฐบาลจากลอนดอน (London) โดยมีการแบ่งอำนาจบางส่วนไปยัง Cardiff, Edinburgh และ Belfast (เมืองหลวงของสามประเทศ) ในขณะที่ประเทศอีกประเทศหนึ่งที่เหลือคือ ไอร์แลนด์ นั้นเป็นประเทศแยกออกมาจากสหราชอาณาจักรในภายหลัง เป็นประเทศอิสระ ปกครองตนเองเหมือนประเทศทั่วๆ ไป มีเมืองหลวงอยู่ที่ Dublin
 
หวังว่าจะไม่งงนะครับ ... เอาเป็นว่าเราจะขอย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ยังไม่มีสหราชอาณาจักร แต่ดินแดนบนเกาะบริเตนใหญ่ยังเป็น ราชอาณาจักรอังกฤษ (Kingdom of England) และราชอาณาจักรสก็อตแลนด์ (Kingdom of Scotland) กันก่อน
 
            
Kingdom of England (ซ้าย), Kingdom of Scotland (ขวา)
 
ย้อนกลับไป เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 ราชอาณาจักรอังกฤษปกครองด้วยราชวงศ์แลงแคสเตอร์ (House of Lancaster) และราชวงศ์ยอร์ค (House of York) สลับกันไปมา ภายใต้สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) สงครามกลางเมืองที่ดุเดือดระหว่างสองราชวงศ์ที่แย่งกันอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษ ซึ่งทั้งสองราชวงศ์สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 (Edward III) แห่งราชวงศ์แพลนทาเจอเน็ต (House of Plantagenet) หนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคกลาง
 
  
Edward III (ซ้าย),, กุหลาบแห่งยอร์ค (กลาง),, กุหลาบแห่งแลงแคสเตอร์ (ขวา)
 
สาเหตุที่สงครามนี้ชื่อว่า สงครามดอกกุหลาบ ก็เพราะสัญลักษณ์ของทั้งสองราชวงศ์คู่กรณีนั่นเอง ดอกกุหลาบขาวแทนยอร์ค ส่วนดอกกุหลาบแดงแทนแลงแคสเตอร์นั่นเอง แล้วเขาก็สู้กันจริงจัง ยิงลูกดอกใส่กัน เอาดาบฟันกัน ไม่ใช่ยิงดอกกุหลาบใส่กันแต่อย่างใด ...
 
    
 
สงครามกลางเมือง ดังกล่าวกินเวลาถึง 30 กว่าปี (1455-1487) เข่นข่าทหารไปมากมาย จนกระทั่งหนุ่มชาวเวลส์วัย 28 ปีนามว่า เฮนรี ทิวเดอร์ (Henry Tudor) ผู้สืบเชื้อสายจากขุนนางชาวเวลส์ทางพ่อและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทางแม่ ได้ผงาดขึ้นมามีอำนาจ กำจัดศัตรูของตนจนมีอำนาจต่อรอง ถึงขนาดประกาศตนเป็นประมุขแห่งราชวงศ์แลงแคสเตอร์ในเวลาต่อมา พร้อมนำทัพบดขยี้กองทัพพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 (Richard III) กษัตริย์หนุ่มแห่งราชวงศ์ยอร์ควัย 32 ปี ในยุทธการทุ่งบอสเวิร์ธ (Battle of Bosworth Field) จนพระองค์สิ้นพระชนม์ในสงครามหลังครองราชย์ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น
 
  
Richard III (ซ้าย),, Henry VII (ขวา)
 
ด้วยความที่จารีตประเพณีของอังกฤษที่ได้รับมาจากนอร์มันนั้นเป็นแบบ "Male preference primogeniture" คือ บุตรชายคนโตมีสิทธิในทางมรดกก่อน เมื่อไร้ทายาทเพศชายแล้ว ก็จึงนำบุตรหญิงมาพิจารณา เช่น สิทธิในมรดก ฯลฯ ซึ่งก็รวมถึงราชบัลลังก์ด้วย ด้วยการที่จารีตนี้ให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่า ทำให้การตั้งชื่อราชวงศ์และการสืบราชสมบัติก็ต้องเป็นไปตามกฎนี้ด้วย ...
 
เฮนรี ทิวเดอร์ถึงแม้จะสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์แลงแคสเตอร์ และอ้างตนเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ดังกล่าว แต่ก็เป็นการสืบเชื้อสายมาจากทางแม่ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1485 ในนามพระเจ้าเฮนรีที่ 7 (Henry VII) พระองค์จึงต้องใช้ชื่อราชวงศ์ (นามสกุล) ที่สืบมาจากทางพ่อ นั่นก็คือ ทิวเดอร์ (Tudor) นั่นเอง ... เป็นการเริ่มต้นของราชวงศ์ที่จะปกครองอังกฤษไปอีกกว่าร้อยปีและเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษไปอย่างสิ้นเชิง
 
HENRY VII (1457 - 1485 - 1509)
** หมายความว่า เกิด 1457, ครองราชย์ 1485, สิ้นพระชนม์ 1509) **
 
            
 
เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ปัญหาภายในประเทศที่ต้องเผชิญนั้นมีอยู่หลายประการ สืบเนื่องมาจากความบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองนานหลายสิบปี ความไม่เป็นระเบียบ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) ยังคงมีให้เห็นอยู่ในยุคกลาง ทำให้เฮนรีตระหนักถึงความจำเป็นในการจำกัดอำนาจขุนนางท้องถิ่นตามระบอบเก่าทิ้งเสีย โดยการสั่งการให้ขุนนางทุกคนห้ามมีบริวารคนรับใช้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งให้สาบานต่อหน้าพระพักตร์ในการประชุมรัฐสภาครั้งแรก
 
       
พระเจ้าจอห์นขณะลงพระปรมาภิไธยใน Magna Cartar (ซ้าย),, Magna Cartar (ขวา)
 
ระบอบการปกครองของอังกฤษนี้มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ รัฐสภา (Parliament) เพราะประเทศในยุโรป (หรือโลก) นั้นไม่มีองค์กรดังกล่าวเลย นั่นเป็นเพราะเป็นผลพวงทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษสมัยพวกแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxon) อพยพมายังเกาะอังกฤษใหม่ๆ นั้น กษัตริย์จะมีสภาเป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว และสภานั้นก็วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนมาเป็นรัฐสภา มีบทบาทคือการควบคุมกษัตริย์มาตั้งแต่สมัยยุคกลางตอนปลาย ซึ่งกษัตริย์นั้นจะละเมิดมิได้ รวมถึงการที่พระเจ้าจอห์น (John) ในสมัยราชวงศ์แพลนทาเจอเน็ตนั้นได้ตกลงที่จะอยู่ภายใต้กฎบัตร Magna Cartar หรือเทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ปกครองอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เลย หากแต่ยังมีกฎหมายและรัฐสภาควบคุมอยู่ห่างๆ
 
รัฐสภาในสมัยเอ็ดเวิร์ดที่ 1 (Edward I)
 
ดังนั้นการที่รัฐบาลกลางจะเข้มแข็งนั้น จะต้องเข้ากับรัฐสภาได้เป็นอย่างดี เฮนรีจึงสนับสนุนระบอบรัฐสภา พร้อมทั้งเคารพและระมัดระวังในการปฏิบัติการใดๆ ต่อรัฐสภา ทรงเรียกประชุมรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ทั้งสององค์กรเข้าใจอำนาจหน้าที่ของกันและกัน และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐสภาจึงเสมือนเป็นเครื่องมือในการปกครองและเสริมอำนาจกษัตริย์ไปโดยปริยาย และก็ได้เป็นมรดกตกทอดไปยังกษัตริย์องค์ต่อๆ ไปของอังกฤษอีกด้วย
Lambert Simnel
 
ในปี 1487 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอยู่ 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือ ชายผู้หนึ่งนามว่า แลมเบิร์ท ซิมเนล (Lambert Simnel) เป็นสามัญชนธรรมดาทั่วไป ได้อ้างตนว่าเป็นเอิร์ลแห่งวอร์ริค (Earl of Warwick) พร้อมยกทัพนิยมยอร์คเข้าสู้กับกองทัพเฮนรีที่ 7 ในยุทธการทุ่งสโตค (Battle of Stoke Field) แต่ก็ได้พ่ายแพ้ไป เหตุการณ์นี้ถือเป็นการสิ้นสุดของสงครามดอกกุหลาบที่มีมายาวนานกว่า 30 ปีลง ด้วยชัยชนะที่เด็ดขาดของราชวงศ์ทิวเดอร์/แลงแคสเตอร์นั่นเอง
 
       
 
อีกเหตุการณ์หนึ่งคือทรงตั้งศาลพิเศษขึ้นมาคือ "Court of Star Chamber" เป็นศาลของกษัตริย์ที่สามารถยืดหยุ่นกฎหมายให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ สามารถลงโทษได้ทุกอย่าง (ซึ่งส่วนมากเป็นการปรับ) ยกเว้นการประหารชีวิต ส่วนใหญ่ใช้ในการพิจารณาคดีของขุนนางผู้ใหญ่ ส่วนขุนนางเล็กๆ ก็ใช้ศาลท้องถิ่นเดิมต่อไป ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกลงโทษนั้นก็ถูกลงโทษเท่าเทียมกับสามัญชนทั่วไป เช่น เอิร์ลแห่งอ็อกซ์ฟอร์ด (Earl of Oxford) ถูกปรับถึง 1 หมื่นปอนด์เลยทีเดียว ศาลนี้จึงเป็นอีกเครื่องมือที่ชอบธรรมของกษัตริย์ในการลดอำนาจขุนนางในระบอบเก่าให้หมดไป
 
      
Tudor Rose (ซ้าย),, Elizabeth of York (ขวา)
 
กระนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงแก่ราชบัลลังก์มากยิ่งขึ้น พระองค์จึงอภิเษกสมรสกับอลิซาเบธแห่งยอร์ค (Elizabeth of York) พระราชธิดาในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 (Edward IV) แห่งราชวงศ์ยอร์ค ราชวงศ์ที่พระองค์เพิ่งปราบไปได้ไม่นาน เพื่อเป็นการดองญาติและทำให้สิทธิในการครองราชย์ของพระองค์มั่นคงขึ้น พร้อมกับนำสัญลักษณ์ของทั้งสองราชวงศ์มารวมกัน และตั้งเป็นสัญลักษณ์ราชวงศ์ทิวเดอร์ของพระองค์ นับว่าเป็นกุศโลบายที่แยบยลยิ่งนัก
 
พูดง่ายๆ ว่า เป็นการสมานฉันท์อย่างหนึ่งก็ว่าได้ เป็นการประกาศว่า ตราบนี้ต่อไปราชวงศ์นี้จะเป็นเหมือนศูนย์รวมของทั้งยอร์คและแลงแคสเตอร์ คิงเป็นแลงแคสเตอร์ ควีนเป็นยอร์ค องค์รัชทายาทก็จะมาจากสองราชวงศ์นี้อย่างแน่นอน ...  
 
     
แผนที่เส้นทางการค้าฮันซีเอติค (ซ้าย)
เหรียญพิเศษที่ได้สร้างขึ้นใหม่โดยมีแผนที่ของสมาชิกสันนิบาตดังกล่าว (ขวา)
 
ปัญหาสำคัญอีกประการของกษัตริย์หนุ่มผู้นี้คือ ผลพวงจากสงคราม อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว สงครามได้ทำให้ประเทศบอบช้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบต่อการค้าและการคลัง พระองค์จึงต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ พระองค์จึงหาทางให้อังกฤษสามารถทำการค้าขายได้อย่างกว้างขวาง แต่ด้วยอิทธิพลของสันนิบาตฮันซีเอติก (Hanseatic League) หรือพันธมิตรทางการค้าของเหล่านครรัฐและประเทศบริเวณชายฝั่งยุโรปเหนือ ที่ได้ผูกขาดการค้าในบริเวณนั้น เฮนรีจึงทำสัญญาทางการค้ากับเดนมาร์ก ริกา (Riga - เมืองท่าที่สำคัญ ปัจจุบันคือเมืองหลวงของลัตเวีย) และรัฐในอิตาลี จึงทำให้อังกฤษสามารถค้าขายทางทะเลบอลติคและเมดิเตอร์เรเนียนได้มากขึ้น
 
 
 
มีการกระตุ้นการผลิตสินค้าในอังกฤษให้มากขึ้น มีการขึ้นภาษี และมีการออกพระราชบัญญัติการเดินเรือ (Navigation Act) เป็นการวางรากฐานการเดินเรือ การค้า และการคลังให้แก่ชาวอังกฤษมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลในเวลาต่อมา ว่ากันว่าด้วยนโยบายต่างๆ ของพระองค์ หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว เงินในท้องพระคลังนั้นมีเงินเหลืออยู่ถึง 1.25 ล้านปอนด์ (เทียบเท่ากับ 648 ล้านปอนด์หรือ 32,400 ล้านบาทในปัจจุบัน) เลยทีเดียว
 
     
Charles VIII of Valois,, Valois France,, Brittany Region
 
ในสมัยพระองค์ได้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษขึ้นที่บริททานี/เบรอตาญ (Brittany/Bretagne) แต่ต่อมาก็สามารถตกลงกันได้ภายใต้สั