Europe in the Past 2 (Spain 1)

posted on 20 Mar 2011 16:12 by chadiouschamp in talk-europe
 
หมายเหตุ: (ภาษาท้องถิ่น;ภาษาอังกฤษ)
 
    
คาบสมุทรไอบีเรีย (ซ้าย),, อาณาจักรต่างๆ คร่าวๆ ในคาบสมุทร (ขวา)
 
เรามาเริ่มจาก สเปน กันก่อนดีกว่า ... ในสมัยก่อน ก่อนจะเกิดแนวความคิด "รัฐชาติ" ขึ้นนั้น ดินแดนของสเปนบนคาบสมุทรไอบีเรียในปัจจุบัน ยังเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน้อยใหญ่อยู่มากมาย อาณาจักรเหล่านั้นมีความหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ร่วมกันคือ ความศรัทธาในคริสต์ศาสนา (โรมันแคธอลิก) อาณาจักรทั้งหลายก็ได้แก่ กัสตียา (Castilla;Castille), เลออง (León;Leon), อรากอง (Aragón;Aragon), โปรตุเกส (Portugal), นาบาร์รา (Navarra;Navarre), โตเลโด (Toledo), มูร์เซีย (Múrcia) และอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่ดินแดนทางตอนใต้ของคาบสมุทรนั้น (บริเวณแคว้นอันดาลูเซีย Andalucía;Andalusia ปัจจุบัน) ยังเป็นของพวกมัวร์ (Moors) พวกมุสลิมที่ข้ามช่องแคบจิบรอลตาร์ (Gibraltar) มาตั้งถิ่นฐานในยุโรป เป็นอาณาจักรมีชื่อว่า เอมิเรตแห่งกรานาดา (Emirate of Granada)
 
กัสตียาและเลออง (สีชมพู)
อรากอง (สีเขียว)
นาบาร์รา (สีเหลือง)
กรานาดา/มัวร์มุสลิม (สีน้ำตาล)
โปรตุเกส (สีฟ้า)
 
กัสตียาได้รวมอาณาจักรเข้ากับเลออง จึงกลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุด มีเมืองท่าค้าขายที่สำคัญทำให้อาณาจักรเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จึงได้รวมอาณาจักรทั้งหลายทั้งปวงเข้าเป็นเขตของตน อาณาจักรกัสตียาก็พัฒนากลายเป็น ราชบัลลังก์กัสตียา (Corona de Castilla;Crown of ~) มีศักดิ์ใหญ่กว่าอาณาจักรเล็กๆ ที่ไปยึดมา ทางอรากองก็ทำเช่นเดียวกัน บนคาบสมุทรไอบีเรียจึงมีอาณาจักรใหญ่ๆ อยู่สามอาณาจักร (ราชบัลลังก์) ได้แก่ ราชบัลลังก์กัสตียา ราชบัลลังก์อรากอง ส่วนราชอาณาจักรโปรตุเกสนั้นแยกตัวออกจากกัสตียา และปลีกตัวออกไปสำรวจทางทะเล ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับยุโรปอีก
 
           
เฟร์นันโด (ซ้าย),, อิซาเบล (ขวา)
 
เหตุการณ์ที่สำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 คือ การอภิเษกสมรสระหว่างพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 แห่งอรากอง (Fernando II de Aragón;Ferdinand II of ~) และพระนางอิซาเบลแห่งกัสตียา (Isabel de Castilla;Isabella of ~) สองราชบัลลังก์ที่กินเนื้อที่กว่า 70-80% ของคาบสมุทรได้รวมกันเป็นหนึ่ง พร้อมขับไล่พวกมัวร์มุสลิมออกไปจากคาบสมุทรได้อย่างราบคาบ และในปีเดียวกันนั้น คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ก็ค้นพบโลกใหม่พอดิบพอดี
 
 
อาณาจักร สเปนจึงขยายกว้างไปทั่วโลกและในยุโรป ก็มีดินแดนสเปนในนาโปเลส (Napoles;Naples), ซิซิเลีย (Sicilia;Sicily), เซร์เดญา (Cerdeña;Sardinia) ในอิตาลี ฯลฯ ดังภาพประกอบ (ยกเว้นดินแดนตรงฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, เบลเยี่ยม เพราะนั่นได้มาในภายหลังอีกที) นี่เป็นรากฐานของการรวมสเปนในอนาคต ...
 
        
การไต่สวนด้วยการทรมาน
 
ทั้งเฟร์นันโดและอิซาเบลทรงเคร่งครัดในศาสนาเป็นอย่างมาก และได้พยายามใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องมือเสริมอำนาจของตน ทั้งสองยึดหลักที่ว่า ประเทศจะเป็นหนึ่งได้ ต้องนับถือศาสนาเดียวกัน! เพราะฉะนั้นการกวาดล้างพวกนอกรีตจึงได้เกิดขึ้นในสมัยนี้ มีการตั้งศาลอันศักดิ์สิทธิ์แห่งการไต่สวน (Tribunal del Santo Oficio de la Inquisición) หรือศาลไต่สวน (La Inquisición) ภายใต้ระบบไต่สวน (Inquisitorial system) มีไว้พิจารณาตัดสินและลงโทษพวกนอกรีต มีการทรมานให้รับสารภาพว่าตนนั้นเป็นแม่มดหมอผี ยิว มุสลิม หรือเป็นศัตรูต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งส่วนมากมักจะทนการทรมานไม่ไหวก็รับสารภาพ (ปัจจุบันเราใช้ระบบกล่าวหา (Accusatorial system)) ทำให้สเปนเป็นประเทศที่นับถือโรมันแคธอลิกที่เคร่งครัดที่สุดในโลกก็ว่าได้!
 
สองกษัตริย์
 
เฟร์นันโดและอิซาเบลมีโอรส-ธิดาด้วยกัน 6 พระองค์ 
1) Isabel;Isabella (1470-1498)
2) Juan;John (1478 - 1497)
3) Juana;Joanna (1479 - 1555)
4) María;Mary (1482 - 1517)
5) Catalina;Catherine (1485 - 1536)
6) Pedro;Peter (1488 - 1490)
 
     
Isabel (ซ้าย),, Manuel I de Portugal (ขวา)
 
ในปี 1490 อิซาเบลนั้นอภิเษกสมรสกับอฟงสุ เจ้าชายแห่งโปรตุเกส (Afonso, Príncipe de Portugal) องค์รัชทายาทในราชบัลลังก์ของพระเจ้าฌูเอาที่ 2 (João II;John II) แห่งโปรตุเกส แม้ว่าเป็นการคลุมถุงชนแต่ทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันอย่างมาก แต่ทว่าปีต่อมา อฟงสุสิ้นพระชนม์ลง เธอโศกเศร้าเสียใจมาก ประกาศว่าจะไม่แต่งงานอีกและจะเข้าสำนักชี แต่พระราชบิดา/มารดาทรงเพิกเฉย และจับให้อภิเษกกับพระเจ้ามานูเอลที่ 1 แห่งโปรตุเกส (Manuel I de Portugal) ผู้เป็นอาของอฟงสุและลูกพี่ลูกน้องของฌูเอาที่ 2 และครองราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ โดยมีโอรสด้วยกันพระองค์นึง นามว่า มิเกล ดา ปาช (Miguel da Paz) ซึ่งกลายเป็นองค์รัชทายาทในราชบัลลังก์โปรตุเกสและกัสตียาทันที แต่อิซาเบลก็สิ้นพระชนม์ในวันคลอดนั้น ส่วนโอรสองค์น้อยก็สิ้นพระชนม์ในปีกว่าๆ ถัดมา ... ชีวิตเธอและคนรอบข้างน่าสงสารจริงๆ
 
           
กลุ่มประเทศต่ำ (Low Countries)
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์, เบลเยี่ยม, ลักเซมเบิร์ก, เยอรมนี, ฝรั่งเศส (ซ้าย)
Juan, Príncipe de Asturias (กลาง)
Margarete von Österreich (ขวา)

ฆวน เจ้าชายแห่งอัสตูเรียส (Príncipe de Asturias) เป็นโอรสองค์เดียวที่มีชีวิตรอด อภิเษกสมรสกับ มาร์กาเรเทแห่งออสเตรีย (Margarete von Österreich; Margaret of Austria) ธิดาในพระเจ้ามักซิมิเลียนที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Maximilian I of Holy Roman Empire) (ตั้งอยู่ในออสเตรียและดินแดนรอบข้าง + ไว้จะเขียนเพิ่มในตอนหน้า) และพระนางแมรีแห่งเบอร์กันดี (Mary of Burgundy) ผู้ซึ่งร่วมปกครองกลุ่มประเทศต่ำ (Low Countries) แต่ 6 เดือนหลังแต่งงาน ฆวนก็สิ้นพระชนม์ มาร์กาเรเทภายหลังก็ตกเสีย (หลุด) ปีถัดมาพระองค์ก็ไปอภิเษกสมรสกับ ฟิลิแบร์โตที่ 2 แห่งซาวอยา (Filiberto II di Savoia; Philibert II of Savoy)
 
   
María (ซ้าย),, Manuel I (ขวา)
 
มาเรียก็ไปอภิเษกสมรสกับพระเจ้ามานูเอลที่ 1 แห่งโปรตุเกส ชื่อคุ้นๆ ป่ะ? พระองค์ก็คือกษัตริย์ม่าย อดีตพระสวามีของอิซาเบล พี่สาวมาเรียที่เล่าไปเมื่อสักครู่นี่เอง ... พี่ตาย ก็เลยได้น้อง ทั้งสองมีโอรส-ธิดาด้วยกันสิบพระองค์ เหลือรอดมาได้ถึง 8 พระองค์ สองพระองค์ที่สำคัญคือ ฌูเอา เจ้าชายแห่งโปรตุเกส (João, Príncipe de Portugal) ผู้ซึ่งครองราชย์ต่อพระราชบิดาเป็น พระเจ้าฌูเอาที่ 3 แห่งโปรตุเกส ส่วนอีกพระองค์หนึ่งคือ อินฟานตาอิซาเบล (Infanta Isabel) ซึ่งในภายหน้าจะกลายเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (มเหสีในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5)
 
กาตาลีนานั้นจะได้เขียนแบบละเอียดในตอนของอังกฤษ ...
 
 
Philip (ซ้าย),, Juana (ขวา)
 
 
ฆัวนานั้นก็เหมือนกับเจ้านายในราชวงศ์ตรัสตามารา (Casa de Trastámara) ที่สืบเชื้อสายมาจากเปโดรที่ 1 แห่งกัสตียา (Pedro I de Castilla) โดยทั่วไป เธอมีผิวขาว ตาฟ้า ผมสีระหว่างน้ำตาลแดงกับน้ำตาลบลอนด์ ขึ้นชื่อว่าสิริโฉมเป็นอย่างมากในสมัยเยาว์วัย เมื่อพระชันษา 16 ชันษาก็ได้หมั้นและอภิเษกสมรสกับฟิลิปที่ 1 ดยุคแห่งเบอร์กันดี (Philip I, Duke of Burgundy) จากราชวงศ์ฮับสบวร์ก (Habsburg) โอรสในพระเจ้ามักซิมิเลียนที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และพระนางแมรีแห่งเบอร์กันดี พี่ชายของมาร์กาเรเท (ชายาในฆวน พี่ชายของฆัวนาเอง) ภายหลังจากพระเชษฐาของพระองค์สิ้นพระชนม์ไปหมด พระองค์จึงกลายเป็นองค์รัชทายาททั้งกัสตียาและอรากองในทันที ... ทั้งคู่มีโอรส-ธิดาด้วยกัน 6 คน, 2 คนได้เป็นจักรพรรดิ อีก 4 คนเป็นราชินี! ได้แก่
 
1) Leonor;Eleanor (1498 - 1558)
2) Carlos;Charles (1500 - 1558)
3) Isabel;Isabella (1501 - 1526)
4) Fernando;Ferdinand (1503 - 1564)
5) María;Mary (1505 - 1558)
6) Catalina;Catherine (1507 - 1578)
 
   
Juana (ซ้าย),, Germaine de Foix (ขวา)
 
เมื่อพระนางอิซาเบล พระราชมารดาสิ้นพระชนม์ในปี 1504 พระองค์จึงสืบราชบัลลังก์ขึ้นเป็น พระราชินีนาถ (queen regnant) แห่งกัสตียา พระสวามีของพระองค์ก็เป็นพระราชา (กษัตริย์) โดยชอบธรรมของภรรยา (de jure uxoris) ส่วนพระราชบิดาของพระองค์ เฟร์นันโดที่ 2 นั้นสูญเสียตำแหน่ง กษัตริย์แห่งกัสตียาไป แต่ก็มีข้อแม้ว่า สามารถกลับมาใช้ได้เมื่อฆัวนาไม่ว่างปฏิบัติราชกิจ หรือ ฆัวนาไม่ปรารถนาจะปกครองอีกต่อไป ... แต่ด้วยความหวงอำนาจของเฟลิเป/ฟิลิป พระสวามีของฆัวนา พระองค์จึงพยายามกีดกันอำนาจของเฟร์นันโดที่จะมีมาถึงกัสตียาได้ เฟร์นันโดจึงตัดสินใจอภิเษกสมรสใหม่กับ แฌร์แมน เดอ ฟัวซ์ (Germaine de Foix) หลานอาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส ด้วยหวังว่าจะมีรัชทายาทมาสืบราชบัลลังก์อรากองของตนและกัสตียาถ้าเป็นไปได้ ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่มีโอรส-ธิดาแต่อย่างใด
 
     
Juana (ซ้าย),, Charles (ขวา)
 
ปี 1506 เฟลิเปก็สิ้นพระชนม์จากไข้ไทฟอยด์อย่างกะทันหัน แต่บางแห่งก็บอกว่าถูกวางยาโดยพ่อตาของตน พระองค์จึงไปอยู่สำนักชี และว่ากันว่า พระองค์ถึงกับมีปัญหาทางจิต ถึงกับนำพระศพของพระสวามีมาไว้เคียงข้างพระองค์ตลอดเวลา เธอจึงได้ฉายาว่า ฆัวนา ผู้บ้าคลั่ง (Juana, la Loca) เฟร์นันโดแห่งอรากองตระหนักว่า ภายหลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ คนที่จะได้สืบต่อในราชบัลลังก์ต้องเป็น ฆัวนา และ การ์โลส/ชาร์ลส์ (โอรสองค์โตของฆัวนา) อย่างแน่นอน ซึ่งพระองค์ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะชาร์ลส์นั้นพำนักและเติบโตในฟลานเดอร์ ยุโรปเหนือ เลี้ยงดูโดยราชวงศฮับสบวร์ก (ราชวงศ์ฝั่งพ่อ) ห่างเหินและไม่ใช่ชาวสเปน แต่พระองค์อยากให้ เฟร์นันโด/เฟอร์ดินานด์ (โอรสองค์รองของฆัวนา) มากกว่า เพราะเขาเติบโตในกัสตียา สเปน ...
 
Juana
 
 
เมื่อเฟร์นันโดที่ 2 แห่งอรากองสิ้นพระชนม์ ฆัวนาก็ได้ครองราชบัลลังก์อรากองต่อมา แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นราชินีนาถในราชบัลลังก์กัสตียาอยู่ ชาร์ลส์ก็ได้ประกาศตนเองขึ้นเป็นผู้ปกครองดินแดนทั้งหลายร่วมกับพระราชมารดา ทำให้ดินแดนทั้งสอง (กัสตียาและอรากอง) อยู่ภายใต้กษัตริย์พระองค์เดียว คือ ชาร์ลส์ (แม้จะปกครองร่วมกับฆัวนาก็ตาม ซึ่งต่างกับการปกครองในสมัยก่อนหน้า ที่เฟร์นันโดปกครองอรากอง อิซาเบลปกครองกัสตียา ปกครองโดยคนสองคนและเป็นคนละคนกัน) ทำให้ทั้งสองราชบัลลังก์รวมกันเป็นหนึ่ง กลายเป็น "สเปน" (España;Spain) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ชาร์ลส์จึงใช้พระปรมาภิไธยว่า การ์โลสที่ 1 แห่งสเปน (Carlos I de España) หรือ ชาร์ลส์ที่ 1 แห่งสเปน (Charles I of Spain) ด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น ... สเปนได้เกิดขึ้นแล้ว!
 
Charles V ในวัยเยาว์
 
แต่การปกครองก็ไม่ง่ายเสมอไป เพราะชาร์ลส์ไม่ได้เติบโตในสเปน จึงพูดภาษาสเปนไม่ได้ การเจรจาปรึกษาหารือกับสภากอร์เตสจึงเป็นปัญหาอยู่เสมอ พระองค์จึงอยู่ภายใต้ข้อตกลงว่า จะต้องเรียนภาษาสเปนมาตรฐาน (Castellano;Castillian), ไม่แต่งตั้งชาวต่างชาติ, ไม่นำอัญมณีที่สำคัญออกนอกประเทศ, และต้องเคารพสิทธิอันชอบธรรมของราชินีนาถฆัวนาอีกด้วย
 
อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ราชบัลลังก์อรากองเดิมนั้นมีอาณาจักรน้อยใหญ่อยู่ภายในความปกครอง รวมถึงอาณาจักรในอิตาลีและดินแดนสเปนใหม่ในอีกฟากฝั่งของโลกอีกด้วย ชาร์ลส์จึงปกครองอาณาจักรที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก แต่ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ชาร์ลส์ก็จะได้ดินแดนอีกมหาศาลมาอยู่ภายใต้การปกครอง ...
 
บริเวณสีเขียวคือเขตการปกครองภายใต้ชาร์ลส์ที่ 5 แห่งจักรวรรดิฯ
 
กลางปี 1519 พระเจ้ามักซิมิเลียนที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สิ้นพระชนม์ลง ชาร์ลส์ที่ 1 แห่งสเปน ผู้เป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) จึงได้รับเลือกให้สืบราชบัลลังก์ฮับสบวร์กแห่งออสเตรียและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ต่อมา พระองค์จึงใช้พระปรมาภิไธยว่า ชาร์ลส์ที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Charles V of Holy Roman Empire) (เพราะก่อนหน้านี้มีคนใช้พระนามชาร์ลส์มา 4 คนแล้ว) ถือได้ว่าชาร์ลส์เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปหรือโลกสมัยนั้นเลยก็ว่าได้!
 
Charles V
 
ประวัติศาสตร์สเปนช่วงนี้จะถูกควบไปกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะอยู่ภายใต้กษัตริย์พระองค์เดียวกัน นโยบายการต่างประเทศจึงเหมือนกัน แต่กิจการภายในต่างๆ ก็ไว้อธิบายในตอนต่อๆ ไปแล้วกันครับ :)

Comment

Comment:

Tweet