Trump Not Running

posted on 19 May 2011 10:55 by chadiouschamp in talk-america
 
หลังจากแสดงเคลื่อนไหวทางการเมืองมาหลายเดือน ดอนัลด์ ทรัมพ์ (Donald Trump) ก็ได้ประกาศล้มเลิกความคิดในการลงชิงตำแหน่งผู้แทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 2012 แล้ว
 
 
เป็นเวลากว่า 20 ปีที่นักธุรกิจชื่อดังผู้นี้ได้แสดงทีท่าสนใจการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีลุงแซม ไม่ว่าจะเป็นในปี 1988, 2000, และ 2004 แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็ตัดสินใจไม่ลงสมัครสักที อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งปี 2012 นี้ ทรัมพ์ได้แสดงทีท่าออกมาให้เห็นเด่นชัดที่สุดว่าเขาสนใจตำแหน่งอันทรงอิทธิพลนี้ พร้อมทั้งแสดงวาทะทางการเมืองอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการต่อว่าอดีตปธน.จอร์จ ดับเบิลยู. บุชว่า "probably the worst president in the history of the United States" (น่าจะเป็นประธานาธิบดีที่แย่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา) และกล่าวว่าการที่บุชชนะเลือกตั้งในปี 2004 ก็เพราะตัวแทนพรรคเดโมแครตต่างหาก
 
หรือจะเป็นวาทะดูถูกสส.รัฐเท็กซัส รอน พอล (Ron Paul) ในสัมมนาการเคลื่อนไหวทางการเมืองอนุรักษนิยม (Conservative Political Action Conference; CPAC) ที่ทางสหภาพอนุรักษนิยมอเมริกา (American Conservative Union; ACU) จัดขึ้นว่า (ดูได้ที่นี่)
 
 
"By the way, Ron Paul cannot get elected, I'm sorry to tell you. And you know what else, I like Ron Paul, I think he's a good guy but honestly, he has just zero chance of getting elected! You have to win an election!"
(อีกอย่างหนึ่งรอน พอลไม่ชนะการเลือกตั้งหรอก ผมเสียใจนะที่ต้องพูดอย่างนี้และรู้ไหมว่าผมชอบรอน พอลนะ เขาเป็นคนดี แต่เอาจริงเขาไม่มีทางชนะการเลือกตั้งหรอก ผมเสียใจที่ต้องบอกตามตรง)
 
หรือจะเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ มิตต์ รอมนีย์ที่เขากล่าวในการสัมภาษณ์ว่า (ดูได้ที่นี่)
 
 
"Mitt Romney is a basically small business guy"
(มิตต์ รอมนีย์จริงๆ แล้วเป็นนักธุรกิจเล็กๆ)
 
"I mean my net worth is many, many, many times Mitt Romney"
(ผมหมายถึงทรัพย์สินของผมนั้นมีมากกว่ามิตต์ รอมนีย์หลายเท่าตัว)
 
รวมถึงประเด็นสัญชาติของประธานาธิบดีผิวสีผู้นี้อย่างร้อนแรง อย่างที่ได้เขียนไปในเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ (โอบามาเกิดในอเมริกาจริงหรือ?) จนทำให้เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์กันเลยทีเดียว
 
 
สื่อทั้งหลายจึงสาดสปอตไลท์ไปที่ตัวเขา แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบกับสื่อได้สักที ทำให้เป็นปริศนาแก่ชาวอเมริกันอย่างมากมาย ก่อนที่จะบอกว่า
 
"I have a great company. I have a very successful show, all of that stuff. ... But I love this country. And if you ask me, what are the odds, I'll let you know some time prior to June. But I will tell you, I am giving it serious, serious thought. And I'm honored by the polls, because people agree with what I'm saying."
(ผมมีทั้งบริษัทใหญ่, รายการที่ประสบความสำเร็จและทุกอย่าง ... แต่ผมรักประเทศนี้ และถ้าคุณถามผมว่าจะเป็นอย่างไร ผมจะบอกให้รู้สักช่วงก่อนถึงเดือนมิถุนายน แต่ผมจะบอกคุณให้ว่าผมคิดแล้วคิดอีกและก็รู้สึกภูมิใจกับผลการสำรวจเป็นอย่างมาก เพราะผู้คนเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูด"
 
 
อย่างไรก็ตาม เป็นที่พูดกันอย่างหนาหูว่าดอนัลด์ ทรัมพ์จะเป็นประธานาธิบดีได้หรือไม่? บ้างก็บอกว่าไม่ได้ เพราะเขาขาดความซื่อสัตย์ (honesty), ความเข้าใจผู้อื่น (empathy) รวมถึงความสามารถ (ability) ในการบริหารรัฐบาล แต่บางส่วนก็กล่าวว่าเขานี่แหละฉลาดหลักแหลม มีเล่ห์กลและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมือนธุรกิจพันล้านของเขา
 
ด้วยความที่เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยประกอบกับความอนุรักษนิยมของเขา ทำให้เขาเลือกที่จะอยู่ข้างพรรครีพับลิกัน คอการเมืองหัวโบราณทั้งหลายก็ให้ความสนับสนุนเขาพอสมควร เนื่องด้วยความสามารถในการบริหารธุรกิจ ความโด่งดังทางสถานีโทรทัศน์ รวมถึงวาทะต่อต้านโอบามาของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวรีพับลิกันกำลังต้องการ จึงทำให้คะแนนนิยมของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
 
ผลสำรวจบ่งชี้ว่ากว่า 82% ของชาวอเมริกันคิดว่าทรัมพ์นั้นฉลาดหลักแหลม; 67% กล่าวว่าเขาไม่ใช่นักการเมืองทั่วๆ ไป; 57% กล่าวว่าเขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้; และ 51% คิดว่าเขาสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นได้
 
แต่เมื่อถามว่าเขาจะสามารถบริหารรัฐบาลได้หรือไม่ มีเพียง 37% ที่เห็นด้วย; ในขณะที่ 34% กล่าวว่าเขาซื่อสัตย์และเชื่อถือได้; 32% กล่าวว่าเขาเป็นคนที่ควรยกย่อง; 27% เห็นว่าเขามีประสบการณ์พอที่จะเป็นปธน.; 26% เห็นว่าเขาใกล้ชิดกับชาวอเมริกันทั่วไป; และ 24% เห็นว่าเขามีความคิดเห็นร่วม (กับผู้ตอบ)
 
 
อีกผลสำรวจหนึ่งแสดงให้เห็นว่า 60% ไม่ค่อยพอใจเกมการเมืองของเขา และมีคะแนนนิยมตามหลังปธน.โอบามาถึง 22 จุด ในการเลือกตั้งปีหน้า (โดยแต่ละผลสำรวจอาจมีความคลาดเคลื่อน 3 จุด) ซึ่งเห็นได้ชัดว่า แม้ทรัมพ์จะได้รับความนิยมในหมู่ชาวรีพับลิกัน แต่เมื่อเอาเข้าจริงประชาชนเหล่านี้ก็ไม่มีทีท่าสนับสนุนเขาให้ลงเลือกตั้งเท่าใดนัก เพราะแม้คนทั่วไปจะมองว่าเขาสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน แต่ปธน.โอบามาก็ครองความซื่อสัตย์ ความพึงพอใจและความสามารถในการบริหารรัฐบาลได้อย่างมากกว่า
 
แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ ของกระแสความนิยม/ไม่นิยมนี้คือการที่ปธน.โอบามาตัดสินใจเผยแพร่สำเนาสูติบัตรฉบับยาวออกให้สื่อได้รับรู้ ทำให้ผู้คนมองว่าเป็นการดำเนินเกมการเมืองที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของทรัมพ์ ที่ผลักดันทฤษฎีผิดๆ ให้แก่ชาวอเมริกันให้หลงเชื่อ ก่อนที่คืนวันแรงงาน ปธน.โอบามาออกมาแถลงว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้กำจัดศัตรูอันดับที่หนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
 
 
ต้องถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ เพราะหลังจากแถลงการณ์ดังกล่าว ทำให้คะแนนนิยมปธน.โอบามาพุ่งสูงขึ้นถึง 56% และพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ (แต่ภายหลังก็เริ่มแผ่วลงมาบ้างแล้ว) คะแนนนิยมของเขาจึงทิ้งดิ่งลงและเขาก็รู้ตัวเอง ดังนั้นวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา (ก่อนเดือนมิถุนายนอย่างที่เขาเคยกล่าว) เขาจึงออกแถลงไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้แทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งปีหน้าว่า
 
"I will not be running for president as much as I'd like to"
(ผมจะไม่ลงแข่งตำแหน่งปธน.อย่างที่ผมปรารถนา)
 
"I maintain the strong conviction that if I were to run, I would be able to win the primary and ultimately, the general election. Ultimately, however, business is my greatest passion and I am not ready to leave the private sector."
(ผมยังเชื่อว่าถ้าผมได้ลงแข่ง ผมจะต้องชนะการชิงตัวแทนพรรคและลงเอยด้วยการชนะการเลือกตั้งปธน. ท้ายที่สุดธุรกิจคือความปรารถนาสูงสุดของผมและผมก็ยังไม่พร้อมที่จะเดินออกจากภาคเอกชน)
 
  
 
สรุปได้ว่าเราก็จะเห็นดอนัลด์ ทรัมพ์ต่อไปทางรายการเรอาลิตี้อย่าง ดิ แอพเพรนทิซ (The Apprentice) ทางช่อง NBC แต่คงจะไม่ได้เห็นเขาในทำเนียบขาวในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ....

Comment

Comment:

Tweet