France: the 5th Republic (Part 1 Intro)

posted on 06 Aug 2011 13:39 by chadiouschamp in talk-europe
 
หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน เพราะต้องทรมานกับมิดเทอมอันแสนสาหัส ในที่สุดก็กลับมาเป็นบล็อคเกอร์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมืองฝรั่งเศสบ้างดีกว่า ...
 
ที่จริงอยากเขียนมานานแล้ว (บวกกับมีคนรีเควสท์มาอีก) แต่ scope มันกว้างเหลือเกิน ก็เลยเลือกที่จะเขียนในส่วนของสาธารณรัฐที่ 5 อย่างเดียวไปก่อนดีกว่า ส่วนยุคก่อนหน้าไว้ถ้ามีเวลาจะมาเก็บตกเขียนใหม่กันอีกทีเนอะ ...
 
ก่อนจะเข้าเรื่องเข้าราว เอ็นทรี่นี้จะขอพูดปูพื้นฐานการเมืองฝรั่งเศสในยุคก่อนสาธารณรัฐที่ 5 ให้พอเข้าใจกันก่อน พอเวลาอ่านในเอ็นทรี่ต่อๆ ไปจะได้เข้าใจถึงที่มาและเหตุผลของเหตุการณ์นั้นๆ
 
* หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรคือสาธารณรัฐที่ 5? แล้วสาธารณรัฐที่ 1 ถึง 4 ไปอยู่ไหน? แล้วเลขทั้งหลายนั้นคืออะไร?
 
คำตอบก็คือ ในบริบทการเมืองฝรั่งเศส (และประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ) นั้น มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองไปมาหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นสาธารณรัฐบ้าง เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญบ้าง ดังนั้นแต่ละครั้งก็จะมีชื่อยุคที่แตกต่างกันออกไป เช่น ยุคจักรวรรดิฝรั่งเศส (Empire Français) ยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศส (République Française) ยุคราชอาณาจักรฝรั่งเศส (Royaume de France) เป็นต้น
 
   
 
และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องมีกฎหมายสูงสุดให้อำนาจและเป็นเสมือนแม่ของกฎหมายรองๆ ลงมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องยิบๆ ย่อยๆ นั้นไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด แต่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง อำนาจและหน้าที่อย่างกว้างนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเขามักจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาแทนการแก้ไข การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนี่แหละจึงเป็นที่มาของตัวเลขที่บ่งบอกยุคนั้นสมัยนั้น และทุกการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นจะมีรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญมาเกี่ยวข้องด้วย!
 
ยุคของฝรั่งเศสมีพัฒนาการขึ้นๆ ลงๆ พอให้เห็นภาพรวม ดังนี้
 

 ตั้งแต่ยุคโบราณ ผ่านยุคปฏิวัติฝรั่งเศส จนกระทั่งสมัชชาแห่งชาติ (Convention Nationale) ประกาศยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 1792
 
 ตั้งแต่ปี 1792 ถึง 1804 เมื่อนโปเลียนประกาศตั้งจักรวรรดิฝรั่งเศส
 
 ตั้งแต่ปี 1804 ถึง 1814 เมื่อนโปเลียนแพ้สงครามนโปเลียน ถูกนานาชาติบังคับให้สละราชบัลลังก์ตามสนธิสัญญาฟงแตนโบล และให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งราชวงศ์บูร์บงขึ้นครองราชย์แทน
 
 ตั้งแต่ปี 1814 ถึง 1815 เมื่อนโปเลียนหนีออกมาจากเกาะเอลบาและนำทัพเข้ายึดปารีสและตั้งตนเป็นจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง
 

 ปี 1815 เมื่อกองทัพนานาชาติร่วมกันเอาชนะนโปเลียนและให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับมาครองราชย์อีกครั้งตามสนธิสัญญาปารีส 
 
  ตั้งแต่ปี 1815 ถึง 1830 เมื่อประชาชนลุกฮือขับไล่พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งราชวงศ์บูร์บงและสภาให้พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปแห่งราชวงศ์ออร์เลอองขึ้นครองราชย์แทน = เหตุการณ์ปฏิวัติเดือนกรกฎาคม (Trois Glorieuses)
 
 ตั้งแต่ปี 1830 ถึง 1848 เมื่อประชาชนออกมาขับไล่พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิป = เหตุการณ์เดือนมิถุนายน (Journées de Juin) และประกาศตั้งสาธารณรัฐขึ้นมาอีกครั้ง
 
 ตั้งแต่ปี 1848 ถึง 1852 เมื่อประชาชนลงมติให้กลับมาใช้ระบอบจักรวรรดิ โดยให้ประธานาธิบดีหลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต (หลานนโปเลียนที่ 1) ขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3
 
 ตั้งแต่ปี 1852 ถึง 1870 เมื่อจักรวรรดิล่มสลายหลังแพ้สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War) และกลับมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ
 
 ตั้งแต่ปี 1870 ถึง 1940 เมื่อถูกนาซีเยอรมันเข้าครอบครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วน ส่วนบนขึ้นกับรัฐบาลเยอรมัน ส่วนล่างขึ้นกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่เมืองวิชี
 
 ตั้งแต่ปี 1940 ถึง 1946 เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกและกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ พร้อมประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1946
 
 ตั้งแต่ปี 1946 ถึง 1958 เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1958
 
ตั้งแต่ปี 1958 ถึงปัจจุบัน
 
จะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางการเมืองการปกครองของฝรั่งเศสนั้นไม่มีเสถียรภาพเอาซะเลย เปลี่ยนระบอบไปมาไม่รู้จักจบจักสิ้น และเพิ่งจะมาเสถียรเอาช่วง 40 - 50 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
 
เอาเป็นว่า! ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (หรือรัฐธรรมนูญ) แต่ละครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการสร้างยุคใหม่ให้กับประเทศฝรั่งเศส มีสาธารณรัฐที่ 5 ได้ก็แสดงว่าต้องมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองหรือรัฐธรรมนูญมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง ... และสาธารณรัฐที่ 5 ของฝรั่งเศสนี้เกิดขึ้นจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1958 และยืนยงมาจนถึงปัจจุบันนี่เอง ...
 
     
(ซ้าย) อาณาเขตและอาณานิคมฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐที่ 3 และเรื่อยมาจนถึงวิชีฝรั่งเศส/คณะรัฐบาลเฉพาะกาล
(ขวา) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สีแดงคือดินแดนที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลเยอรมนี สีม่วงคือดินแดนในควบคุมของรัฐบาลวิชีฝรั่งเศส
 
ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการก่อตั้งสาธารณรัฐที่ 5 ก็ต้องพูดถึงวิชีฝรั่งเศสและสาธารณรัฐที่ 4 อย่างเลี่ยงไม่ได้ ฝรั่งเศสเข้าไปอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไม่พร้อมและไม่เต็มใจนัก ด้วยยุทโธปกรณ์ ความพร้อมและขวัญกำลังใจจึงเทียบไม่ได้เลยกับกองทัพนาซีเยอรมนี ปารีสจึงถูกยึดภายในปี 1940 หรือพูดง่ายๆ คือปีที่สองของสงครามเท่านั้นเอง เร็วมาก! นาซีเยอรมนีจึงแบ่งฝรั่งเศสออกเป็นสองส่วน ส่วนบนควบคุมโดยเยอรมันโดยตรง ส่วนล่างให้ดูแลกันเองภายใต้รัฐบาลฝรั่งเศสที่ย้ายไปอยู่เมืองวิชี นำโดยจอมพลฟิลิป เปแต็ง (Phillipe Pétain)
 
   
(ซ้าย) จอมพลเปแต็ง, (ขวา) จอมพลเปแต็งและฮิตเลอร์
 
เปแต็งนั้นด้วยความเป็นทหาร (และสถานการณ์ในสมัยนั้น) จึงไม่ค่อยชอบระบอบประชาธิปไตยเท่าไหร่ ประกอบกับหน้าที่ของตนในฐานะประมุขแห่งรัฐวิชีฝรั่งเศส ภายใต้อาณัติของฮิตเลอร์ ทำให้เขาเห็นดีเห็นงามและให้ความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นการส่งคนยิวไปเยอรมนี (ใครเคยดูหนัง Inglourious Basterds ก็น่าจะพอนึกออก) ปราบปรามพวกต่อต้านหรือไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงพวกฝรั่งเศสเสรี (France libre) ที่จัดตั้งโดยชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่อังกฤษ ทำการสอดแนมและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายสัมพันธมิตร ... พูดง่ายๆ ก็คือฝรั่งเศสเสรีก็เหมือนเสรีไทยของเราในสมัยสงครามโลกนี่แหละ!
 
      
นายพลเดอ โกลขณะประกาศออกวิทยุกระจายเสียง BBC ให้ชาวฝรั่งเศสเข้าร่วมกองทัพฝรั่งเศสเสรี
 
เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรปลดปล่อยกรุงปารีส (La Libération de Paris) ได้สำเร็จในปี 1944 แล้ว นายพลเดอ โกล ผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นและฮีโร่ของชาวฝรั่งเศสจึงจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล (Gouvernement Provisoire) ขึ้นมา โดยตนนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาล (และเป็นประมุขแห่งรัฐในขณะเดียวกัน) ของรัฐฝรั่งเศส แต่งานนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฝรั่งเศสเพิ่งจะผ่านสงครามมาหมาดๆ สิ้นไปทั้งทรัพยากรธรรมชาติและมนุษย์ รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและจิตใจที่รุนแรงต่อชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก
 
  
(ซ้าย) ภาพวาดการปลดปล่อยฝรั่งเศส, (ขวา) นายพลเดอ โกลเดินผ่านประตูชัยหลังปลดปล่อยปารีสสำเร็จ
 
เพื่อการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย คณะรัฐบาลจึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (เหมือนเลือกตั้งสส.ทั่วไป แต่สมาชิกทำหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ) และลงประชามติพร้อมกันในวันที่ 21 ตุลาคม 1945 ซึ่งการลงประชามตินั้นถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปี โดยมีเนื้อหาให้ประชาชนตัดสินใจว่าเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หรือ ไม่เห็นชอบการร่างรธน. และให้เอารัฐธรรมนูญปี 1875 (ที่เคยก่อตั้งสาธารณรัฐที่ 3) กลับมาใช้แทน ซึ่งผลการเลือกตั้งและประชามติเป็นดังนี้
 
     
 
ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (PCF) ได้เสียงข้างมากในสภา ตามมาด้วยพรรคคริสเตียนสายกลางอย่าง พรรคสาธารณรัฐนิยม (MRP) และพรรคแรงงาน (SFIO) โดยทั้งสามพรรคนี้ร่วมมือกันภายใต้ชื่อกลุ่ม "สามพรรค" (Tripartisme) รณรงค์โหวตเห็นชอบในการลงประชามติ ส่วนพรรคที่เหลือ (ซึ่งเคยครองอำนาจก่อนสงครามโลกและหนุนหลังรัฐบาลวิชี) อย่าง พรรคสายกลาง PR (ต่อมาเป็น RGR) และ UDSR ที่รวมกันเฉพาะกิจ รวมถึงเหล่านักการเมืองเอียงขวา (Modérés) และอื่นๆ ได้เสียงน้อยลงเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นพรรคเหล่านี้ยังรณรงค์ให้โหวตไม่เห็นชอบอีกด้วย ... แต่ผลเลือกตั้งก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งประเทศเป็นที่เรียบร้อย!
 
          
(ซ้าย) หัวหน้าคณะรัฐบาล เฟลิกซ์ แกว็ง, (กลาง) ป้ายหาเสียงพรรคสังคมนิยม SFIO, (ขวา) ป้ายหายเสียงพรรคคอมมิวนิสต์ PCF
 
ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองเอียงซ้ายอย่าง PCF และ SFIO นั้นครองเสียงข้างมากเด็ดขาด (เกินครึ่ง) ในสภา นั่นหมายความว่าประชาชนในสมัยนั้นเห็นด้วยกับแนวทางสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ในระดับสูงเลยทีเดียว ซึ่งนายพลเดอ โกลก็หนักใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขามีอุดมการณ์เอียงขวาและเห็นว่าหากฝ่ายซ้ายของสภาแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องออกมาตรงกันข้ามกับอุดมการณ์เขาชัวร์ๆ ดังนั้นเขาจึงลาออกจากในวันที่ 20 มิถุนายน 1946 โดยเฟลิกซ์ แกว็ง (Félix Gouin) สส.จากพรรค SFIO รับหน้าที่ต่อจากเดอ โกล