France: the 5th Republic (Part 1 Intro)

posted on 06 Aug 2011 13:39 by chadiouschamp in talk-europe
 
หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน เพราะต้องทรมานกับมิดเทอมอันแสนสาหัส ในที่สุดก็กลับมาเป็นบล็อคเกอร์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมืองฝรั่งเศสบ้างดีกว่า ...
 
ที่จริงอยากเขียนมานานแล้ว (บวกกับมีคนรีเควสท์มาอีก) แต่ scope มันกว้างเหลือเกิน ก็เลยเลือกที่จะเขียนในส่วนของสาธารณรัฐที่ 5 อย่างเดียวไปก่อนดีกว่า ส่วนยุคก่อนหน้าไว้ถ้ามีเวลาจะมาเก็บตกเขียนใหม่กันอีกทีเนอะ ...
 
ก่อนจะเข้าเรื่องเข้าราว เอ็นทรี่นี้จะขอพูดปูพื้นฐานการเมืองฝรั่งเศสในยุคก่อนสาธารณรัฐที่ 5 ให้พอเข้าใจกันก่อน พอเวลาอ่านในเอ็นทรี่ต่อๆ ไปจะได้เข้าใจถึงที่มาและเหตุผลของเหตุการณ์นั้นๆ
 
* หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรคือสาธารณรัฐที่ 5? แล้วสาธารณรัฐที่ 1 ถึง 4 ไปอยู่ไหน? แล้วเลขทั้งหลายนั้นคืออะไร?
 
คำตอบก็คือ ในบริบทการเมืองฝรั่งเศส (และประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ) นั้น มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองไปมาหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นสาธารณรัฐบ้าง เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญบ้าง ดังนั้นแต่ละครั้งก็จะมีชื่อยุคที่แตกต่างกันออกไป เช่น ยุคจักรวรรดิฝรั่งเศส (Empire Français) ยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศส (République Française) ยุคราชอาณาจักรฝรั่งเศส (Royaume de France) เป็นต้น
 
   
 
และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องมีกฎหมายสูงสุดให้อำนาจและเป็นเสมือนแม่ของกฎหมายรองๆ ลงมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องยิบๆ ย่อยๆ นั้นไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด แต่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง อำนาจและหน้าที่อย่างกว้างนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเขามักจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาแทนการแก้ไข การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนี่แหละจึงเป็นที่มาของตัวเลขที่บ่งบอกยุคนั้นสมัยนั้น และทุกการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นจะมีรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญมาเกี่ยวข้องด้วย!
 
ยุคของฝรั่งเศสมีพัฒนาการขึ้นๆ ลงๆ พอให้เห็นภาพรวม ดังนี้
 

 ตั้งแต่ยุคโบราณ ผ่านยุคปฏิวัติฝรั่งเศส จนกระทั่งสมัชชาแห่งชาติ (Convention Nationale) ประกาศยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 1792
 
 ตั้งแต่ปี 1792 ถึง 1804 เมื่อนโปเลียนประกาศตั้งจักรวรรดิฝรั่งเศส
 
 ตั้งแต่ปี 1804 ถึง 1814 เมื่อนโปเลียนแพ้สงครามนโปเลียน ถูกนานาชาติบังคับให้สละราชบัลลังก์ตามสนธิสัญญาฟงแตนโบล และให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งราชวงศ์บูร์บงขึ้นครองราชย์แทน
 
 ตั้งแต่ปี 1814 ถึง 1815 เมื่อนโปเลียนหนีออกมาจากเกาะเอลบาและนำทัพเข้ายึดปารีสและตั้งตนเป็นจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง
 

 ปี 1815 เมื่อกองทัพนานาชาติร่วมกันเอาชนะนโปเลียนและให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับมาครองราชย์อีกครั้งตามสนธิสัญญาปารีส 
 
  ตั้งแต่ปี 1815 ถึง 1830 เมื่อประชาชนลุกฮือขับไล่พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งราชวงศ์บูร์บงและสภาให้พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปแห่งราชวงศ์ออร์เลอองขึ้นครองราชย์แทน = เหตุการณ์ปฏิวัติเดือนกรกฎาคม (Trois Glorieuses)
 
 ตั้งแต่ปี 1830 ถึง 1848 เมื่อประชาชนออกมาขับไล่พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิป = เหตุการณ์เดือนมิถุนายน (Journées de Juin) และประกาศตั้งสาธารณรัฐขึ้นมาอีกครั้ง
 
 ตั้งแต่ปี 1848 ถึง 1852 เมื่อประชาชนลงมติให้กลับมาใช้ระบอบจักรวรรดิ โดยให้ประธานาธิบดีหลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต (หลานนโปเลียนที่ 1) ขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3
 
 ตั้งแต่ปี 1852 ถึง 1870 เมื่อจักรวรรดิล่มสลายหลังแพ้สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War) และกลับมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ
 
 ตั้งแต่ปี 1870 ถึง 1940 เมื่อถูกนาซีเยอรมันเข้าครอบครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วน ส่วนบนขึ้นกับรัฐบาลเยอรมัน ส่วนล่างขึ้นกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่เมืองวิชี
 
 ตั้งแต่ปี 1940 ถึง 1946 เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกและกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ พร้อมประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1946
 
 ตั้งแต่ปี 1946 ถึง 1958 เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1958
 
ตั้งแต่ปี 1958 ถึงปัจจุบัน
 
จะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางการเมืองการปกครองของฝรั่งเศสนั้นไม่มีเสถียรภาพเอาซะเลย เปลี่ยนระบอบไปมาไม่รู้จักจบจักสิ้น และเพิ่งจะมาเสถียรเอาช่วง 40 - 50 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
 
เอาเป็นว่า! ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (หรือรัฐธรรมนูญ) แต่ละครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการสร้างยุคใหม่ให้กับประเทศฝรั่งเศส มีสาธารณรัฐที่ 5 ได้ก็แสดงว่าต้องมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองหรือรัฐธรรมนูญมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง ... และสาธารณรัฐที่ 5 ของฝรั่งเศสนี้เกิดขึ้นจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1958 และยืนยงมาจนถึงปัจจุบันนี่เอง ...
 
     
(ซ้าย) อาณาเขตและอาณานิคมฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐที่ 3 และเรื่อยมาจนถึงวิชีฝรั่งเศส/คณะรัฐบาลเฉพาะกาล
(ขวา) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สีแดงคือดินแดนที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลเยอรมนี สีม่วงคือดินแดนในควบคุมของรัฐบาลวิชีฝรั่งเศส
 
ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการก่อตั้งสาธารณรัฐที่ 5 ก็ต้องพูดถึงวิชีฝรั่งเศสและสาธารณรัฐที่ 4 อย่างเลี่ยงไม่ได้ ฝรั่งเศสเข้าไปอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไม่พร้อมและไม่เต็มใจนัก ด้วยยุทโธปกรณ์ ความพร้อมและขวัญกำลังใจจึงเทียบไม่ได้เลยกับกองทัพนาซีเยอรมนี ปารีสจึงถูกยึดภายในปี 1940 หรือพูดง่ายๆ คือปีที่สองของสงครามเท่านั้นเอง เร็วมาก! นาซีเยอรมนีจึงแบ่งฝรั่งเศสออกเป็นสองส่วน ส่วนบนควบคุมโดยเยอรมันโดยตรง ส่วนล่างให้ดูแลกันเองภายใต้รัฐบาลฝรั่งเศสที่ย้ายไปอยู่เมืองวิชี นำโดยจอมพลฟิลิป เปแต็ง (Phillipe Pétain)
 
   
(ซ้าย) จอมพลเปแต็ง, (ขวา) จอมพลเปแต็งและฮิตเลอร์
 
เปแต็งนั้นด้วยความเป็นทหาร (และสถานการณ์ในสมัยนั้น) จึงไม่ค่อยชอบระบอบประชาธิปไตยเท่าไหร่ ประกอบกับหน้าที่ของตนในฐานะประมุขแห่งรัฐวิชีฝรั่งเศส ภายใต้อาณัติของฮิตเลอร์ ทำให้เขาเห็นดีเห็นงามและให้ความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นการส่งคนยิวไปเยอรมนี (ใครเคยดูหนัง Inglourious Basterds ก็น่าจะพอนึกออก) ปราบปรามพวกต่อต้านหรือไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงพวกฝรั่งเศสเสรี (France libre) ที่จัดตั้งโดยชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่อังกฤษ ทำการสอดแนมและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายสัมพันธมิตร ... พูดง่ายๆ ก็คือฝรั่งเศสเสรีก็เหมือนเสรีไทยของเราในสมัยสงครามโลกนี่แหละ!
 
      
นายพลเดอ โกลขณะประกาศออกวิทยุกระจายเสียง BBC ให้ชาวฝรั่งเศสเข้าร่วมกองทัพฝรั่งเศสเสรี
 
เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรปลดปล่อยกรุงปารีส (La Libération de Paris) ได้สำเร็จในปี 1944 แล้ว นายพลเดอ โกล ผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นและฮีโร่ของชาวฝรั่งเศสจึงจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล (Gouvernement Provisoire) ขึ้นมา โดยตนนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาล (และเป็นประมุขแห่งรัฐในขณะเดียวกัน) ของรัฐฝรั่งเศส แต่งานนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฝรั่งเศสเพิ่งจะผ่านสงครามมาหมาดๆ สิ้นไปทั้งทรัพยากรธรรมชาติและมนุษย์ รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและจิตใจที่รุนแรงต่อชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก
 
  
(ซ้าย) ภาพวาดการปลดปล่อยฝรั่งเศส, (ขวา) นายพลเดอ โกลเดินผ่านประตูชัยหลังปลดปล่อยปารีสสำเร็จ
 
เพื่อการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย คณะรัฐบาลจึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (เหมือนเลือกตั้งสส.ทั่วไป แต่สมาชิกทำหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ) และลงประชามติพร้อมกันในวันที่ 21 ตุลาคม 1945 ซึ่งการลงประชามตินั้นถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปี โดยมีเนื้อหาให้ประชาชนตัดสินใจว่าเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หรือ ไม่เห็นชอบการร่างรธน. และให้เอารัฐธรรมนูญปี 1875 (ที่เคยก่อตั้งสาธารณรัฐที่ 3) กลับมาใช้แทน ซึ่งผลการเลือกตั้งและประชามติเป็นดังนี้
 
     
 
ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (PCF) ได้เสียงข้างมากในสภา ตามมาด้วยพรรคคริสเตียนสายกลางอย่าง พรรคสาธารณรัฐนิยม (MRP) และพรรคแรงงาน (SFIO) โดยทั้งสามพรรคนี้ร่วมมือกันภายใต้ชื่อกลุ่ม "สามพรรค" (Tripartisme) รณรงค์โหวตเห็นชอบในการลงประชามติ ส่วนพรรคที่เหลือ (ซึ่งเคยครองอำนาจก่อนสงครามโลกและหนุนหลังรัฐบาลวิชี) อย่าง พรรคสายกลาง PR (ต่อมาเป็น RGR) และ UDSR ที่รวมกันเฉพาะกิจ รวมถึงเหล่านักการเมืองเอียงขวา (Modérés) และอื่นๆ ได้เสียงน้อยลงเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นพรรคเหล่านี้ยังรณรงค์ให้โหวตไม่เห็นชอบอีกด้วย ... แต่ผลเลือกตั้งก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งประเทศเป็นที่เรียบร้อย!
 
          
(ซ้าย) หัวหน้าคณะรัฐบาล เฟลิกซ์ แกว็ง, (กลาง) ป้ายหาเสียงพรรคสังคมนิยม SFIO, (ขวา) ป้ายหายเสียงพรรคคอมมิวนิสต์ PCF
 
ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองเอียงซ้ายอย่าง PCF และ SFIO นั้นครองเสียงข้างมากเด็ดขาด (เกินครึ่ง) ในสภา นั่นหมายความว่าประชาชนในสมัยนั้นเห็นด้วยกับแนวทางสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ในระดับสูงเลยทีเดียว ซึ่งนายพลเดอ โกลก็หนักใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขามีอุดมการณ์เอียงขวาและเห็นว่าหากฝ่ายซ้ายของสภาแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องออกมาตรงกันข้ามกับอุดมการณ์เขาชัวร์ๆ ดังนั้นเขาจึงลาออกจากในวันที่ 20 มิถุนายน 1946 โดยเฟลิกซ์ แกว็ง (Félix Gouin) สส.จากพรรค SFIO รับหน้าที่ต่อจากเดอ โกล
 
      
(ซ้าย) หัวหน้าคณะรัฐบาล ฌอร์ฌ บีโด, (ขวา) นายพลเดอ โกล
 
ร่างรัฐธรรมนูญ (Projet de Constitution du 19 avril 1946) มีเนื้อหาไปในแนวทางระบอบรัฐสภา คืออำนาจส่วนมากเป็นของสภา และเป็นระบอบสภาเดี่ยว ส่วนประธานาธิบดีมีอำนาจจำกัด ร่างนี้ผ่านสภาโดยเสียงข้างมากของพรรคฝ่ายซ้ายทั้งสอง ในขณะที่พรรค MRP แสดงจุดยืนที่ตรงกันข้าม รวมถึงนายพลเดอ โกลด้วย เมื่อถึงการลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่กลับไม่เห็นด้วย จึงต้องมีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเดือนมิถุนายน
 
      
 
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฎว่าพรรค MRP ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภา ทำให้นายฌอร์ฌ บีโด (Georges Bidault) แห่งพรรค MRP ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล โดยหน้าที่สำคัญในขณะนี้คือทำยังไงให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ (ที่มีประสิทธิภาพ) ไปให้ได้ แต่เสียงในสภาก็ยังปริ่มน้ำ ดังนั้นข้อเสนอจึงเสมือนเป็นการประนีประนอมกันไปในตัว คือกลุ่มการเมืองสายกลางนำโดยพรรค MRP กับกลุ่มการเมืองซ้าย (PCF+SFIO) รวมถึงอิทธิพลนอกสภาของนายพลเดอ โกลที่มักจะวิพากย์วิจารณ์เนื้อหาสาระของร่่างรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้ง และผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ออกมาดังนี้
 
 
ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านการเห็นชอบอย่างฉิวเฉียด แต่ที่น่าสังเกตคือมีผู้งดออกเสียงมากกว่าจำนวนไม่เห็นชอบเสียอีก เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากนายพลเดอ โกล แต่กระนั้นเหล่านักการเมืองในสภาก็สามารถลากร่างนี้ไปประกาศใช้ในวันที่ 27 ตุลาคม 1946 เท่ากับเป็นการก่อตั้งสาธารณรัฐที่ 4 ขึ้นมาโดยปริยาย
 
รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสาระสำคัญของการเมืองการปกครองฝรั่งเศสยิ่งนัก (ไม่เหมือนบ้านเรา) รายละเอียดและเจตนารมณ์ที่ถูกตราไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นจะช่วยหล่อหลอมวิถีชีวิต สิทธิเสรีภาพของชาวฝรั่งเศสไปตลอดระยะเวลาของรัฐธรรมนูญนั้น ดังนั้นถ้าจะไม่พูดถึงเนื้อหาสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญปี 1946 นี้ก็การเกริ่นนำในสมัยสาธารณรัฐที่ 4 ก็คงจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก
 
     
โปสเตอร์สหภาพฝรั่งเศส
 
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มีการปรับปรุงถ้อยคำเกี่ยวกับหลักการความเสมอภาคให้เป็นไปตามสมัยนิยมมากขึ้น เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิประชาชนในวงกว้าง กระนั้นอำนาจของประธานาธิบดีก็ยังคงมีน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี 1875 แต่ก็มากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ประธานาธิบดีมีอำนาจสำคัญๆ เช่น แต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐบาล เป็นประธานในที่ประชุมครม. คณะที่ปรึกษาชั้นสูงของผู้พิพากษาและกระทรวงกลาโหม อำนาจแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งสูงสุดทางพลเรือนและทหาร เป็นประธานสหภาพฝรั่งเศส (Union Française) ที่รวมดินแดนอาณานิคมในอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน คล้ายๆ กับเครือจักรภพของอังกฤษ
 
ส่วนรัฐสภา (Parlement) ก็ประกอบไปด้วย สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) และสภาที่ปรึกษาแห่งสาธารณรัฐ (Conseil de la République) ซึ่งมีหน้าที่เหมือนจะเป็นวุฒิสภา แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจมากเท่า เพียงแค่มีส่วนร่วมในงานนิติบัญญัติเท่านั้น
 
Palais Bourbon ที่ตั้งสภาผู้แทนราษฎร
 
ในด้านความสัมพันธ์ของอำนาจทั้งสองนั้น รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภา (ตามระบอบรัฐสภา เช่นเดียวกับไทย) ประธานาธิบดีต้องแต่งตั้งหัวหน้าครม. (คือนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นคนที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อผู้บริหารประเทศก็คือคนที่สภาไว้วางใจ ตราบใดที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองนั้นครองเสียงข้างมากในสภา นายกรัฐมนตรีนั้นก็ยังคงสามารถดำรงตำแหน่งนั้นต่อไป
 
กฎกติกาแบบนี้เหมาะกับประเทศที่มีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค แต่ในความเป็นจริงนั้น สาธารณรัฐที่ 4 ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ มากมาย มีจำนวนที่นั่งคละๆ กันไป รัฐสภาประกอบไปด้วยพรรคกว่า 12 พรรค และสามพรรคใหญ่ (MRP, SFIO, PCF) ก็ต่างขัดแย้งกันเอง ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนก็เปลี่ยนกระแสนิยมไปเรื่อยๆ สถานภาพของเสียงข้างมากจึงสั่นคลอน เมื่อใดเสียงข้างมากในสภาเปลี่ยน รัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนไปตามนั้น ดังนั้นภายในระยะเวลา 12 ปีในยุคสาธารณรัฐที่ 4 มีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศถึง 21 ชุด นั่นหมายความว่ามีการเปลี่ยนรัฐบาลทุก 7 เดือนเลยทีเดียว!
 
หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1946 แล้ว ก็ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมา จากสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Assemblée Constituante) ก็จะกลับไปเป็นสภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) เช่นเดิม ผลการเลือกตั้งก็กลับไปกลับมาเช่นเคย ...
 
 
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งสส.ครั้งแรกในสมัยสาธารณรัฐที่ 4 และพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ที่นั่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย โมรีซ โตเร (Maurice Thorez) หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จึงประกาศจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคร่วมต่างคัดค้านเพราะฝรั่งเศสกำลังเริ่มเข้าสู่สงครามเย็น การมีผู้นำรัฐบาลเป็นคอมมิวนิสต์อาจทำให้ฝรั่งเศสตกอยู่ภายใต้อิทธิพลโซเวียตรัสเซียและอาจจะต้องมีปัญหากับประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ สภาจึงโหวตให้แว็งซ็อง โอรียอล (Vincent Auriol) และปอล รามาดีเย (Paul Ramadier) จากพรรค SFIO เป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งสาธารณรัฐตามลำดับ
 
        
(ซ้าย) โมรีซ โตเร, (กลาง) ปธน. แว็งซ็อง โอรียอล,​ (ขวา) นายกฯ ปอล รามาดีเย
 
เมื่อสงครามเย็นเป็นที่เห็นได้ชัดขึ้น พรรคคอมมิวนิสต์ (PCF) ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นายพลเดอ โกลตัดสินใจกลับเข้าสู่วงจรการเมืองอีกครั้ง โดยการจัดตั้งพรรคสมาพันธ์ชาวฝรั่งเศส (Rassemblement du peuple français; RPF) หรือรู้จักกันในนาม โกลลิสม์/โกลลิสต์ (Gaullisme/Gaulliste) ส่วนกลุ่มสามพรรคเดิมนั้นก็ประกาศแยกตัว พรรค SFIO, UDSR, RGR, MRP และอื่นๆ ก็ร่วมมือกันจัดตั้งกลุ่ม "พลังที่สาม" (Troisième Force) มาคานอำนาจพรรคคอมมิวนิสต์และกลุ่มโกลลิสต์ของนายพลเดอ โกล
 
   
ป้ายหาเสียงพรรค RPF ของนายพลเดอ โกล
 
แม้ว่ารัฐบาลจะไม่มีความเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจของฝรั่งเศสก็ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ในการเลือกตั้งปี 1951 นั้น ปรากฎว่าพรรค RPF ได้เสียงข้างมากในสภา ส่วนพรรคฝ่ายซ้ายอย่างพรรคคอมมิวนิสต์เสียที่นั่งไปเกือบ 80 ที่นั่ง กระแสเอียงขวากำลังมาแรง ในขณะที่กระแสเอียงซ้ายกำลังถดถอยลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลที่ครองอำนาจตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะมาจากกลุ่มพลังที่สามทั้งหมด
 
      
 
ในปี 1954 วาระประธานาธิบดี 7 ปีของโอรียอลสิ้นสุดลง และเขาเองก็ไม่ประสงค์ที่จะลงแข่งสมัยที่ 2 นายเรอเน กอตี (René Coty) จากพรรคกลางขวา CNIP จึงได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนที่สองของสาธารณรัฐ ในเวลาเดียวกันรัฐบาลนายฌอแซฟ ลานีแยล (Joseph Laniel) ถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังแพ้สงครามเดียนเบียนฟู (Bataille de Diên Biên Phu) ให้กับกองกำลังเวียดมินห์ ทำให้ฝรั่งเศสหมดอิทธิพลในคาบสมุทรอินโดจีนตั้งแต่บัดนั้น ปีแยร์ มองแดซ-ฟรองซ์ (Pierre Mendès-France) จากพรรค RGR ดำรงตำแหน่งต่อมา ในสมัยเขาให้เริ่มการให้อิสรภาพแก่โมร็อคโคและตูนิเซีย แต่ทว่าก็ต้องประสบกับสงครามแอลจีเรีย สงครามที่จะยืดเยื้อไปอีกหลายปีและส่งผลอย่างมากต่อฝรั่งเศสในเวลาต่อมา คู่แข่งจากพรรคเดียวกันอย่างนายเอ็ดการ์ โฟร์ (Edgar Faure) จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนที่ ส่วนมองแดส-ฟรองซ์ก็ย้ายไปอยู่พรรค PR แทน
 
         
(ซ้าย) ปธน. เรอเน กอตี, (กลาง) นายกฯ ฌอแซฟ ลานีแยล,  (ขวา) นายกฯ เอ็ดการ์ โฟร์
 
ในปี 1956 มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง ผลปรากฎว่าพรรค RFR ของนายพลเดอ โกลพ้ายแพ้อย่างยับเยิน เพราะเสียงเดิมๆ นั้นกระจายไปอยู่ตามพรรคเล็กพรรคน้อยซะกันหมด พรรค SFIO ของกี มอเย (Guy Mollet), พรรค PR ของมองแดส-ฟรองซ์, พรรค UDSR ของฟรองซัว มีแตร์ร็อง (François Mitterrand) และ CNIP ของฌัค ชาบอง-เดลมา (Jacques Chaban-Delmas) ต่างได้เสียงเข้าไปในสภาจำนวนไม่น้อย และคนเหล่านี้เป็นนักการเมืองสำคัญในยุคสาธารณรัฐที่ 5 ในเวลาต่อมาอีกด้วย จำชื่อไว้ให้ดี ในยุคต่อไป จะต้องมีชื่อของคนเหล่านี้ปรากฎให้เห็นบ่อยๆ ชัวร์ๆ
 
                
(ซ้าย) ปีแยร์ มองแดส-ฟรองซ์, (กลาง) ฟร็องซัว มีแตร์ร็อง, (ขวา) ฌัค ชาบอง-เดลมา

        
 
พรรคคอมมิวนิสต์กลับได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มีการจับขั้วการเมืองอีกโดยพรรค CNIP, MRP, CNRS และ RGR รวมตัวกันเป็นกลุ่ม "กลาง-ขวา" (Centre-Droit) ส่วน SFIO, PR/UDSR รวมกันเป็น "แนวร่วมสาธารณรัฐนิยม" (Front Républicain) โดยนายกี มอเยเข้ามาบริหารรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
 
     
นายกรัฐมนตรีกี มอเย

ความล้มเหลวของสาธารณรัฐที่ 4 ที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสสั่นคลอนมากถึงมากที่สุดคือนโยบายด้านอาณานิคม รัฐบาลฝรั่งเศสเชื่อมั่นในอิทธิพลของตนเหนืออาณานิคมมากจนเกินไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น เลบานอน ลาว กัมพูชา เวียดนาม ตูนิเซีย กินี ต่างประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส ในขณะที่ดินแดนอื่นๆ กระแสประท้วงเรียกร้องเอกราชคละคลุ้งอยู่เต็มไปหมด ปัญหาแอลจีเรียได้ปะทุกลายเป็นสงครามกลางเมือง (ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป) ต่างไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด ...
 
ประชาชนต่างเห็นร่วมกันว่าในยุคนี้รัฐสภามีอำนาจมากเกินไปและไม่มีประสิทธิภาพ สส.เองก็ไม่ได้สะท้อนแนวความคิดของประชาชนที่เลือกเข้ามาแต่อย่างใด หากแต่ตัดสินใจตามพรรคหรือความคิดเห็นของตนเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อไม่มีใครแก้ปัญหาได้ ประชาชนก็หวนกลับไปนึกถึงฮีโร่ของฝรั่งเศสในสมัยสงคราม เป็นใครไม่ได้นอกจาก ชาร์ล เดอ โกล ...

นายพลเดอ โกล
 
เห็นรึยังครับ! ว่าสภาพการเมืองของฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐที่ 4 เละตุ้มเป๊ะแค่ไหน พรรคการเมืองต่างจับกลุ่มจับขั้วเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางพรรคก็ไม่มีอุดมการณ์ที่แน่ชัด เอาเพียงแค่ผลประโยชน์ของตนในสภาก็เพียงพอแล้ว ประกอบกับปัญหาอาณานิคมที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นชนวนให้ประชาชนตระหนักถึงความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ (และสาธารณรัฐ) ยุคนี้ และเมื่อพวกเขามีปัญหายากที่จะแก้ ก็หวนกลับไปนึกถึงนายพลเดอ โกล วีรบุรุษที่ช่วยกู้อิสรภาพของฝรั่งเศสกลับคืนมาในสมัยสงครามโลก โดยทุกคนคาดหวังว่าเขาจะสามารถคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ไว้ได้ แต่จะทำได้สำเร็จหรือไม่ ยากหนักหนาสาหัสเพียงใด ...
 
ไว้อ่านกันต่อในเอ็นทรี่หน้าครับ :)

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ย อ่านเอนทรี่หลังๆแล้วหนุกมากน้องแช้มป์ เอนทรี่นี้ยาว ขอติดไว้ก่อน แต่จะมาอ่านแน่ๆ เลิฟบล้อกนี้จริงๆ ได้สาระความรู้ กิกิกิ

ปล.​เห็น article <<a tous les francais>> แล้วปวดใจ เราสอบวิชา histoire บทความนี้เลย Y_Y

#2 By koi (183.89.125.4) on 2011-08-11 01:22

สู้ๆนะคะ พี่แชมป์ ;)

#1 By น้องเจนนี่ (58.9.106.159) on 2011-08-10 22:18