talk-asia

Thai/Cambodia from Another Perspective

posted on 23 Mar 2011 15:03 by chadiouschamp  in talk-asia
 
ขอกล่าวก่อนว่า ผู้เขียนมีความสนใจและชื่นชอบในวัฒนธรรมและภาษาของประเทศกัมพูชาเป็นอย่างมาก แม้จะไม่มีความรู้ถึงระดับวงวิชาการ แต่ก็เชื่อว่าเอ็นทรี่นี้จะทำให้หลายๆ คนเข้าใจความเป็นมาของไทยและกัมพูชาได้อย่างแน่นอน

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าในทัศนคติของคนไทยแล้ว มักจะมองกัมพูชาหรือเขมร (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ) ในทางลบมากกว่าทางบวก ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติดูถูก เหยียดหยาม เคียดแค้น ต่างๆ สารพัด แต่เชื่อหรือไม่ว่า ทัศนคติดังกล่าวนั้นเป็นผลพวงมาจากสื่อมวลชน กลุ่มการเมือง หรือ นโยบายของรัฐ เท่านั้นเอง

ก่อนจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มองค์กรหรือสถาบันต่างๆ ไปมากกว่านี้ เรามาฟังเรื่องสมมติอิงประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับประเทศทั้งสองกันดีกว่า ...

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
 
สมมติว่ากัมพูชาเป็นชายชราวัย 60-70 ปี ส่วนสยาม/ไทยนั้นเป็นชายหนุ่มวัย 30-40 ปี ...

ชายชรานั้นฉลาดหลักแหลม ในวัยหนุ่มๆ นั้นสามารถก่อร่างสร้างตัวและสามารถเก็บเงินทุนได้เป็นจำนวนมาก จึงนำมาเปิดเป็นโรงงาน โดยมีตนเองผู้บริหาร แล้วก็ได้จ้างแรงงานจำนวนมากมาย หนึ่งในนั้นก็เป็นชายหนุ่มสยามนั้นด้วย

เมื่อเวลาผ่านไป ชายชราเริ่มหมดไฟ อ่อนแอ ดำเนินธุรกิจได้ไม่ดีนัก ชายหนุ่มจึงตัดสินใจลาออกแล้วไปตั้งโรงงานปลากระป๋องแข่งกับชายชรา ผ่านไปสักพักชายหนุ่มประสบความสำเร็จในธุรกิจนั้นๆ ชายหนุ่มจึงซื้อและควบรวมบริษัทของชายชราเข้าเป็นของตน แม้ชายชราจะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องยินยอมเพราะมิเช่นนั้นบริษัทที่ชายชราตั้งขึ้นมานั้นจะถูกชายหนุ่มทำลายทิ้งอย่างแน่นอน ซึ่งชายชราก็ได้ทำงานในส่วนโรงงานของตน ในฐานะลูกจ้างของชายหนุ่ม

ในเวลาทำงาน ชายหนุ่มก็มักจะดูถูกแคลนหรือไม่เอาใจใส่ในชายชราสักเท่าไหร่นัก ชายชราจึงไม่พอใจชายหนุ่มอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดที่ชายหนุ่มประสบปัญหาทางธุรกิจ ชายชราก็มักจะหาหนทางเล่นงานชายหนุ่มอย่างเงียบๆ ทำให้ชายหนุ่มไม่ไว้ใจชายชราเสมอมา แต่ก็ต้องเก็บชายชราไว้ เพราะชายชรานั้นมีประโยชน์

ชายหนุ่มได้เปลี่ยนธุรกิจหลายครั้ง จากปลากระป๋อง เป็นสับปะรดกระป๋องบ้าง ทุเรียนอบแห้งบ้าง จนกระทั่งธุรกิจล่าสุดคือ ธุรกิจผ้าไหม ความสัมพันธ์ของชายหนุ่มและชายชราเหมือนจะพัฒนาไปในทางบวกมากขึ้น จนกระทั่ง ...

วันหนึ่งนายทุนชาวฝรั่งเศสเข้ามาตั้งโรงงานในบริเวณเดียวกันนั้น และได้ยื่นข้อเสนอให้ชายชรามาทำงานในบริษัทตน ชายชราจึงตอบรับข้อเสนอนั้น แล้วไปทำงานกับนายทุนฝรั่งในทันที เมื่อเวลาผ่านไป ชายชราสามารถเก็บหอมรอมริบได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับเวลานั้นการตั้งโรงงานเองกำลังมาแรง ชายชราจึงขออนุญาตนายทุนออกไปตั้งโรงงานตนเอง ความจริงแล้วนายทุนฝรั่งไม่ค่อยอยากเท่าไหร่นัก แต่ก็จำใจให้ชายชราออกไป มิเช่นนั้นจะเกิดข้อบาดหมางอย่างแน่นอน ...

นับแต่นั้นมา ชายชราผู้มีโรงงานเป็นของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีปมความหลังกับชายหนุ่มผู้เอาเคยเปรียบจึงได้เหน็บแนม ทะเลาะเบาะแว้ง ชกต่อยกันบ้างมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
ทีนี้ผู้อ่านเข้าใจหรือยังครับว่า ทำไมกัมพูชา (ชายชรา) จึงมีทัศนคติและนโยบายเอนเอียงไปในทางแข็งกร้าว และโจมตีทางวาจาและใช้กำลังกับประเทศไทยเสมอมา ก็เพราะปมทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชายชราต้องมีทัศนคติเช่นนั้น

ในขณะที่ไทย (ชายหนุ่ม) ก็มักจะมองเขาว่า เขาเคยเป็นเมืองขึ้น​(ลูกจ้าง) มาก่อน และไม่ค่อยจะยอมรับความเป็นเจ้าของโรงงาน (ความเป็นเอกราช) ของชายชราสักเท่าไร เพราะยังมีทัศนคติกดขี่ในอดีตอยู่

ทัศนคติทั้งหลายมีอยู่ทั่วไปในความคิดของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ความผิดของประชาชน หากแต่เป็นความต้องการของทางนโยบายของทั้งสองรัฐเสียมากกว่า ซึ่งอยู่กับผู้อ่านเองว่าจะตัดสินอย่างไร

ทางออกของทั้งสองคนมีมากมาย แต่ทางหลักๆ คือ เราจะยึดติดกับปมในอดีตที่ผ่านมา ให้อยู่คู่กับชายทั้งสองต่อไป (ซึ่งก็มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มดำเนินนโยบายไปในทางนี้)

หรือจะลืมอดีตอันเต็มไปด้วยความขัดแย้งทิ้งเสีย และหันมาทำความเข้าใจกัน พูดคุยกัน ร่วมมือกันพัฒนาโรงงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของสมาคมโรงงานที่จะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ...

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ หวังว่าเอ็นทรี่นี้จะทำให้ทัศนคติในทางลบของหลายคนเลือนหายไปบ้างนะครับ :)